Table of Content
ความพยายามในการลดการใช้มือถือ
Table of Content
เอาจริง ๆ ที่เขียนเรื่องนี้เพราะว่า ยอมรับแล้วว่าตัวเองมีอาการติดโทรศัพท์ไปแล้วจริง ๆ
ถ้านับตั้งแต่มีมือถือเครื่องแรกที่จำได้ก็คือตอน ป.6 ที่เป็นยุคเริ่มต้นของ blackberry กับ iPhone รุ่นแรก ๆ ตอนนั้นจำได้ว่ามือถือที่บ้านเอามาให้ใช้ ณ ตอนนั้นคือ Nokia 3310 ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ตอนนั้นที่พกมือถือเพราะเรื่องของความปลอดภัยอย่างเดียว คือสามารถโทรเข้าโทรออกได้ เล่นเกมได้มากที่สุดคือเกมงู และตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มเล่น Facebook ใหม่ ๆ ด้วย แต่ก็เล่นได้แค่ในคอม
ณ ตอนนั้นกฎของที่บ้านคือ ห้ามเล่นคอมเกินสองชั่วโมงต่อวัน อันนี้คือกฎที่ใช้ในวันหยุดด้วย วันธรรมดาคือแทบจะไม่ได้แตะคอมเลย การใช้เทคโนโลยีตอนนั้นเลยจำกัดอยู่เพียงแค่นั้น
เวลาจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ถ้าไม่รู้คำศัพท์ก็ต้องเปิดพจนานุกรมแบบหนังสือ จำได้ว่าตอนนั้นเริ่มมีแอพในโทรศัพท์ที่เป็นพจนานุกรมแล้ว แต่เนื่องจากตัวเองตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์แบบนั้นเลยยังใช้พจนานุกรมแบบเล่มหนังสืออยู่ และก็ยอมรับว่าตอนนั้นเป็นคนที่แอนตี้เทคโนโลยีมาก (จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ 555) ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร
จำได้ว่าตอนนั้นเป็นตอนที่เริ่มใช้ Google Maps ใหม่ ๆ ด้วย จำได้ว่าช่วงนั้นรถที่มี GPS ติดอยู่ที่หน้าคนขับคือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ๆ เพราะถ้าย้อนกลับไปตอน ป.4 ยังต้องปริ้นท์แผนที่กรุงเทพจาก Google Maps ให้ป๊าม๊าขับรถไปงานศพใครสักคนอยู่เลย
ผ่านมาจนถึง น่าจะช่วง ม.2 ได้ใช้มือถือเครื่องเก่าของพี่สาว เป็นโทรศัพท์แอนดรอยด์ยุคแรก ๆ (จำได้ว่าคือ Samsung Candy ที่ ณ ตอนที่ได้มาคือเก่าประมาณสามสี่ปีแล้ว) โหลดเพลง mp3 จากในคอมเข้ามาเก็บในโทรศัพท์ได้ (ถึงตอนนี้ก็ยังมีไฟล์เพลงอยู่ เก็บไว้ประมาณ 1500 ไฟล์) ตอนนั้นถ้าอยากฟังเพลงอะไรก็ต้องโหลดเก็บไว้ แอพที่มาใหม่อย่าง Spotify เป็นเรื่องที่ใหม่มาก ๆ จำได้ว่าช่วง ม.3 ตอนที่ Taylor Swift ออกอัลบั้มใหม่แล้วต้องไปฟังใน Spotify เท่านั้น ฟังใน YouTube จะหาไม่เจอ ตอนนั้นคือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เข้าใจมาก ๆ เพราะเข้าใจว่าเพลงทุกเพลงมันควรจะหลุดออกมาใน YouTube มาให้ฟัง 555
เรื่องสมัคร Line ก็สมัครช้ากว่าเพื่อนมาก ๆ จำได้ว่าตัวเองเป็นคนที่เข้ากลุ่มแชท Line ของห้องเป็นคนสุดท้ายเพราะตัวเองไม่มีสมาร์ทโฟน เลยต้องโหลด BlueStack เข้ามาในคอมแล้วค่อยติดตั้ง Line มาใช้ในนั้นอีกที แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยใช้อีก ก็ไม่ได้ตามดราม่าของห้องในไลน์ เพราะห้องยังมีกลุ่ม Facebook อีกอันหนึ่งอยู่ (ที่สามารถเข้าได้ในคอม)
เวลาผ่านไป กว่าตัวเองจะมีสมาร์ทโฟนเป็นตัวเป็นตนคือตอน ม.4 ช่วงที่ย้ายโรงเรียนเป็นช่วงที่มีของใหม่ทั้งสมาร์ทโฟน กับทั้งโน้ตบุ้คของตัวเอง ตอนนั้นจึงเป็นการเริ่มต้นของการพึ่งพิงทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่พอดีกับการเริ่มใช้ Twitter กับ Instagram แต่จำได้ว่าตอนนั้นสมัคร Instagram ทิ้งเอาไว้เฉย ๆ แต่ไม่ได้ใช้ รูปก็ลงทิ้งเอาไว้แต่ไม่ได้เอามาทำอะไร เวลาแลกไอจีก็แลกทิ้งเอาไว้แต่ความจริงคือพอไม่ได้ใช้ก็ลบแอพทิ้งเลย ถ้าจะพูดกันตามตรงก็เป็นคนที่ anti-social ตอนนั้นมากพอสมควร
กว่าจะเริ่มใช้ Instagram แบบเป็นจริงเป็นจัง คือล่วงเลยมาจนถึงปีสามขึ้นปีสี่ ตอนนั้นจำได้ว่า Facebook เริ่มร้างผู้คน ในขณะที่ทุกคนย้ายไปเล่นไอจี (กันมาตั้งนานแล้ว) ถึงเริ่มเปลี่ยนไปใช้ไอจีแบบจริงจัง เริ่มลงสตอรี่เก็บเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ใช้หนักอะไร ไม่ได้มีคนมารีพลายเยอะ
และถ้าจะว่ากันจริง ๆ สมัยที่เรียน ม.ปลาย จนกระทั่งสมัยที่เรียนมหาลัย เป็นคนที่ปิด notification ของทุก ๆ แอพ ไม่ว่าจะเป็น Line, Instagram, ฯลฯ ตอนนั้นคือถ้าใครทักมาใน Line คือต้องรอสักชั่วโมงสองชั่วโมงถึงจะกลับมาตอบ หรือถ้าเป็น Instagram อาจจะต้องรอเป็นเดือนเพราะไม่ได้โหลดแอพมาทิ้งไว้ในโทรศัพท์
ตอนที่เริ่มมาเป็นแจ้งเตือนจริง ๆ คือตอนที่มีแฟนตอนปีสี่ จำได้ว่าตอนนั้นที่เปิดแจ้งเตือนเพราะไม่อยากตอบช้าจริง ๆ ละ แต่ก็คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นคือครั้งที่ใหญ่ที่สุด เพราะทำให้นิสัยของตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปแบบจริงจัง
ช่วงแรกที่เริ่มเปิดแจ้งเตือน คือรู้สึกว่าไม่ได้แย่ขนาดนั้น เราสามารถตอบทุกคนได้ทันที หรือถ้ายังไม่รู้ว่าจะตอบอะไรก็ไม่เป็นไร คือได้รู้แล้วว่าเขาทักหรือถามอะไรเรา (แต่ยังไม่กด read) เป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่ตอนปีสี่ จนถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นผลเสียกับตัวเอง
เพราะว่าพอเปิดแจ้งเตือนให้เข้ามาตลอดเวลา เริ่มกลายเป็นว่าสมาธิตัวเองสั้นลงมาก ๆ (เช่น ตอนที่กำลังทำงานถ้ามีอะไรเด้งขึ้นมาก็จะแวบไปดู บางทีก็ตอบไปเลย แต่ถึงไม่ได้ตอบก็เสียสมาธิไปแล้ว) ถ้าตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่สามารถนั่งฝึกทำข้อสอบได้สามชั่วโมงแบบไม่แตะโทรศัพท์หรืออะไรอย่างอื่นเลยมาเห็นคงจะผิดหวังอยู่ไม่น้อย
แต่ครั้นจะปิดแจ้งเตือนไปเลยก็มานั่งกลัวอีกว่าถ้ามีเรื่องสำคัญอะไรมาแล้วเราจะพลาดอะไรรึเปล่า
ว่าเอาจริง ๆ ความหนีเสือปะจระเข้นี้เป็นอะไรที่ตัวเองชั่งน้ำหนักมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็เริ่มมาทำจริง ๆ ก็ไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว คือปิดแจ้งเตือนไปเลย แล้วเช็คแจ้งเตือนก็ได้เฉพาะตอนที่เข้าแอพเท่านั้น
ค้นพบว่าชีวิตสงบสุขขึ้นมาก ๆ ๆ ๆ ๆ เหมือนกลับไปช่วงม.ปลาย หรือมหาลัยช่วงแรก ๆ เลย
เพราะฉะนั้นถ้าใครโทรมาทางไอจีหรือไลน์ช่วงนี้ กรุณารอการโทรกลับ จะรีบโทรกลับให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ 555
เรื่องอีกเรื่องคือ social media
คือรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้การใช้ algorithm มาแนะนำ contents ให้เราดูมันเริ่มคุกคามชีวิตมากเกินไป
ความรู้สึกส่วนตัวของเนื้อหาที่เข้ามารายล้อมในยุคนี้ที่ต่างจากยุคก่อนคือ (1) เนื่องจากทุกคนสามารถทำเนื้อหาเผยแพร่ได้ง่ายขึ้น มันทำให้คุณภาพเนื้อหาโดยเฉลี่ยมัน “ต่ำ” คือรู้สึกว่าการดูอะไรที่ social media สุ่ม ๆ มาให้มันไม่ได้ประเทืองปัญหาเหมือนเมื่อก่อน (2) ทุกแอพเริ่มเอาโฆษณาเข้ามาปนใน Feed มากขึ้น มันกลายเป็นว่าเนื้อหาที่เอามาให้ดูมันเกิดจากคนที่อยากให้เราเห็นจ่ายเงิน ไม่ได้ของที่เราอยากดูจริง ๆ ซึ่งมันทำให้การเข้าไปดูอะไรใน Facebook มันน่ารำคาญมาก ๆ
ใน Twitter ความจริงก็รู้สึกว่าความฉิบหายมันเริ่มตอนที่ Elon Musk เข้ามาเทคโอเวอร์ไป กับมีแถบ For You ขึ้นมาใหม่ แต่เอาจริง ๆ ที่ประสาทแดกก็เพราะคนในทวิตเตอร์เองด้วยแหละ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเลยตัดสินใจลบบัญชีตัวเองทิ้งไปเลย
Facebook ที่ยังลบไม่ได้เพราะว่า (1) ยังต้องใช้ทำงานเป็นผู้ช่วงสอนที่มหาลัย (2) เป็นชาวหอ (3) ยังมีคนที่มาถามเรื่องเคมีเรื่อย ๆ ใน Messenger เพราะแปะช่องทางติดต่อเอาไว้ในหนังสือตัวเองตั้งแต่ชาติที่แล้ว (4) เป็น social media ที่น่ารำคาญมากคือถ้าจะเข้าไปกดดูเพจอะไรจะต้อง log in เข้าไปก่อน (5) อยากเขียนอะไรยาว ๆ สามารถเขียนลงในนี้ได้ (ยกตัวอย่างเช่นโพสต์นี้ 555)
เพื่อรักษาคุณภาพสมองให้ไม่แย่ลงจากการถูกกระหน่ำด้วย algorithmic content ทำให้เราออกมาตรการกับตัวเองดังนี้
(1) ในโทรศัพท์ห้ามมีแอพ social media เป็นมาตรการแรกที่ใช้ตั้งแต่ปีสี่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยอมตัวเองที่เข้าไป log in ใน web browser อยู่ดี
(2) พอแบบนี้เลยต้องโหลดแอพ block website ลงมาในโทรศัพท์ ซึ่งเคยทำทั้งแบบที่ตั้ง extension ของ Firefox ใน Android หรือแบบที่ติดแอพอีกแอพมา block ให้เลย (ซึ่งข้อเสียคือแอพพวกนี้สามารถดูหน้าจอของเราได้ทั้งจอ อันตรายกับความปลอดภัยข้อมูลมาก ๆ) แต่สุดท้ายก็เลิกใช้เพราะบางครั้งก็ต้องเข้าไปดู social media ต่าง ๆ เพื่อข้อมูลบางอย่างอยู่ดี สุดท้ายลำบากชีวิตมากก็เลิก block website ไป
(3) สุดท้ายมาตรการแบบหนักสุดคือลบบัญชีทิ้งเลย ซึ่งทำไปแล้วสองบัญชีคือทั้ง Facebook กับ Twitter แต่สุดท้ายก็ตั้งบัญชี Facebook มาใช้ใหม่เพราะขาดคอนเทนต์ชาวหอไม่ได้
(4) มาตรการล่าสุดที่ทำเมื่อวาน (และเคยทำมาแล้วตอนปีสอง) คือ ไหน ๆ มันก็จะมีช่วงเวลาว่าง ๆ ที่เราอยากอ่านข่าวอยู่แล้ว (เช่น ตอนรอรถ รอข้าว รอทุกอย่าง) เลยกลับมาใช้ RSS reader (แนะนำแอพ feeder.co) รวมข่าวที่ตัวเองสนใจลงมาอ่านในที่เดียวไปเลย แล้วตอนที่เปิดโทรศัพท์มาก็ท่องในใจว่า ห้ามเปิดอะไรที่เป็น algorithmic content เด็ดขาด พวก social media อย่าไปเปิด ให้เปิด feeder.co มาอ่านข่าว คิดว่าเป็นอะไรที่เวิร์คมาก เพราะถึงจะมาติดงอมแงมกับการอ่านข่าวอยู่ดี แต่เป็นการงอมแงมในเนื้อหาที่ดูมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมมาก และก็ค้นพบว่าตัวเองตกข่าวเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาเยอะมาก ๆ เหมือนกัน (เพราะพวกข่าวใน social media หรือแม้แต่ข่าวที่มาจาก Google เอาจริง ๆ มันก็เป็นข่าวคนส่วนมาก ไม่ก็ข่าวที่วัดจากว่าเราสนใจเรื่องอะไร เลยไม่ค่อยได้ข่าวที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ เท่าไหร่เลย)
(5) ในโทรศัพท์กับในคอมพิวเตอร์ ใช้ Firefox แทน Chrome (ใช้แทนแบบนี้มานานแล้ว) แล้วตั้งค่าให้ลบข้อมูลทิ้งทุกอย่างทุกครั้งที่ปิดแอพ เพราะฉะนั้นถ้า log in บัญชีอะไรทิ้งไว้ก็จะถูก log out ออกหมด เพิ่มความลำบากเล็กน้อยในการ log in เข้าไปใหม่
(6) เอาโทรศัพท์วางออกในพ้นจากบริเวณเตียง อันนี้ยังทำไม่สำเร็จ
ที่ผ่านมารู้สึกแอบจะเปิดใจกับ Reddit ว่าเป็น social media ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่า Facebook กับ Twitter มาก ๆ แต่รู้สึกว่าสุดท้ายก็จบลงแบบเดิมคือเนื้อหาก็ซ้ำไปซ้ำมาในความรู้สึกเราอยู่ดี (ยกเว้นมีม) สุดท้ายเลยคิดว่าเอาเวลาไปอ่านข่าวใหม่ ๆ ใน feeder.co น่าจะโอเคกว่า (ซึ่งก็น่าเบื่อมาก แต่ก็เป็นข้อดีอีกอย่างคือไม่น่าจะทำให้ติดงอมแงมนานเกินไป)
ถ้าจะว่ากันตามความจริงคือ แอบคิดถึงสมัยอดีตที่เรายังไม่จำเป็นต้องมีชีวิตยึดติดกับโทรศัพท์มากขนาดนี้ คือไม่มีมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลงอย่างใด แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทุกคนใช้กันหมดจึงกลายเป็นว่าเราก็ต้องใช้ไปด้วย ถ้าเอาตามความจริงคือ ความที่ทุกอย่างมันดูง่ายไปหมด มันทำให้การทำอะไรเข้าเรามันดูมักง่ายลงไปด้วย
ถ้ายกตัวอย่างง่าย ๆ ก็อยากย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ตอน ม.5 ที่อาจารย์ฝ่ายระเบียบวินัยอยู่ ๆ ดี ๆ ก็มานัดเด็กให้เข้าประชุมก่อนแค่ชั่วโมงเดียวในกลุ่ม Facebook พอมีคนไม่รู้ก็สั่งวิดพื้น ละมาเถียงว่าบอกตั้งนานแล้ว ก็ไม่ทราบว่าตัวเองความจำเสื่อมหรืออย่างไร
ถ้าจะเอาตามจริง คือ ช่วงที่ผ่านมาเคยคิดถึงขนาดที่ว่าจะไม่พกโทรศัพท์ไปข้างนอกเลย แต่ก็พบความลำบากว่า (1) แผนที่ (2) ถ้าต้องนัดเจอกับใครสักคน จะคอนเฟิร์มยังไง (3) เหตุผลจิปาถะ เช่น ไปร้านอาหารแล้วต้องสแกนสั่งอาหาร ซึ่งน่ารำคาญมาก
เรื่องหางานอดิเรกมาทำแทนการเล่นโทรศัพท์ จะเริ่มพยายามในช่วงถัดไป
ความพยายามของณัฐชนนที่จะลดการใช้โทรศัพท์จึงยังดำเนินต่อไป … ถ้าหลังจากนี้มีอะไรอัพเดทน่าจะกลับมาเขียนใหม่อีกครั้ง
หมายเหตุ - รูปาภพสวย ๆ จาก simpletexting.com