Table of Content
รีวิว เรียนภาษาจีน สองปีเก้าเดือน
Table of Content
ถามว่าทำไมต้องเขียนรีวิวเก็บไว้ เพราะว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไปนาน ๆ ก็จะลืมว่าตอนนั้นตัวเองเรียนมาได้ยังไง 555
เรื่องมันเริ่มจากตัวเองต้องมาเรียนที่ไต้หวัน และก็คิดว่าจะต้องทำงานต่อที่ไต้หวัน พอเรื่องมันเป็นเช่นนี้ก็เลยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเรียนภาษาจีนให้ได้เรื่องได้ราวก่อนเรียนจบ ป.โท (ก็คือ ต้องใช้ภาษาจีนให้ได้ก่อนเข้าไปทำงาน) ก็นั่งคิดว่าจะเรียนยังไงให้ได้ทันภายในเวลาประมาณสองปีหรือสามปี ซึ่ง ณ ตอนที่เริ่มเรียนก็คือตอนที่รู้ว่าติดมหาลัยที่ไต้หวัน ซึ่งมีเวลาก่อนที่จะไปไต้หวันประมาณแปดเดือน ก็เริ่มสตาร์ทตั้งแต่ตอนนั้น
พอรู้ดังนั้น สิ่งแรกที่ทำก่อนเลยคือเปิด Google เลยจ้าว่าอยากพูดจีนได้ต้องใช้เวลาเรียนกี่ปี 555 แต่นับเป็นปีน่าจะนับยากเพราะว่าต่างคนต่างก็ใช้เวลาเรียนภาษาต่อสัปดาห์ไม่เท่ากัน ก็เลยไปดูในเว็บไซต์ของ TOCFL (เป็นข้อสอบวัดระดับภาษาจีนของไต้หวัน นางทำแข่งกับ HSK ของจีนแผ่นดินใหญ่) นางก็บอกว่าถ้าอยากได้ระดับ B2 ต้องเรียนประมาณ 1000 ชั่วโมง แต่ถ้าอยากได้ระดับ C1 ต้องเรียน 2000 ชั่วโมงอย่างต่ำ จำนวนชั่วโมงในที่นี้หมายถึงถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ Immersive ด้วยนะ คือหมายความว่าต้องอยู่ในประเทศเจ้าของภาษาถึงจะใช้จำนวนชั่วโมงนี้มาอ้างอิงได้ ถ้ายังอยู่ประเทศตัวเองอยู่ก็ให้คูณสองไปเลยจ้ะ นี่ก็แบบว่า โอเค ทุกวิชาที่เรียนตอนปีสี่เทอมสองคือถอนหมดทุกวิชาเหลือวิชาเดียว แผนที่จะลงภาษารัสเซียตอนเทอมสุดท้ายก็คือ บาย ถอนไปด้วยจ้า นับจากนี้เวลาว่างคือถวายชีพให้ภาษาจีนสถานเดียวเลย
หลังจากนั้นขั้นตอนต่อไปคือหาหนังสือมาเรียน ด้วยความที่ไต้หวันดันใช้ภาษาจีนกลางเหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มีหลาย ๆ คำที่ใช้ไม่เหมือนกัน หรือวรรณยุกต์บางคำก็ไม่เหมือนกันเท่าไหร่ แถมยังใช้ตัวจีนเต็มอีก และด้วยความที่ไต้หวันเล็กกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ คนส่วนใหญ่เวลาเรียนจีนก็เรียนเวอร์ชั่นจีนแผ่นดินใหญ่กัน เลยทำให้ตอนแรกที่พยายามหาหนังสือที่สอนจีนตัวเต็มแบบไต้หวันเลยคือมีน้อยมาก ๆๆๆๆๆ
แต่โชคดีที่ไต้หวันมีหน่วยงานที่ชื่อว่า Overseas Community Affairs Council (คล้าย ๆ กระทรวง Soft Power ของบ้านเราประมาณนั้นแหละ) นางมีหนังสือฟรีให้โหลด เราก็เลือกเอาที่เป็นของเด็กเล็กเรียนเลยจ้า เป็นคนที่ชอบรูปสีสด ๆ สวย ๆ ไม่ชอบรูปขาวดำอยู่แล้วอ่ะเนอะ โหลดมาแล้วก็อ่านกับท่องศัพท์แบบนั้นน่ะแหละ
ที่คู่ขนานกันไปก็คือไปลงคอร์สภาษาจีนของที่จุฬา เป็นภาคนอกเวลา (อย่าถามว่าทำไมไม่ลงวิชาไปเลย จะได้ประหยัดตัง อ่อ ไม่รู้เหมือนกันจ้า อารมณ์พาไป) ก็ไปเรียนตอนวันเสาร์ครึ่งเช้า สัปดาห์ละสามชั่วโมง เป็นการเรียนที่ช้ามาก ๆๆๆๆๆ แต่รู้สึกว่าดีแล้วที่ไปเพราะตอนนั้นออกเสียงไม่ถูกเลย (ตอนนี้ก็ยังออกเสียง sh ch c q ปน ๆ กันอ่ะค่ะ เริ่มช่างแม่งละ 555 จะร้องไห้ อีสัส) ก็เหมือนไปเรียนการอ่านเป็นหลัก อ่านยังไงให้ถูก อ่านว่า “เหยียน” อย่าอ่านว่า “หยาน” ฯลฯ ก็เรียนไปทั้งหมดสิบสัปดาห์ รู้สึกถึงความฉิบหายของการเรียนภาษาใหม่ในวัยยี่สิบสอง คือแอบจำคำสลับกันไปมาหมดเลย (จำได้ว่าตอนนั้นยังจำ 牛奶 สลับกับ 奶茶 งงตัวเองมาก)
แต่ด้วยความที่ตัวเองเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน ความดีงามของภาษาจีนที่เด่นชัดที่สุดที่ทำให้เรียนสนุกฉิบหายคือการที่ไวยากรณ์ไม่มี conjugation ใด ๆ ทั้งสิ้น คำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์อะไรที่เรียนมายังไงก็เอาไปใช้อย่างนั้นได้เลย แถมตัวอักษรจีนหนึ่งตัวออกเสียงได้แค่แบบเดียว ไม่ก็มากสุด 2-3 แบบ แต่เจอน้อยมาก ๆ ไม่เหมือนภาษาญี่ปุ่นที่ เอ่อ จำไปสิ ตัวเดียวกันย้ายไปอยู่คนละคำก็ออกเสียงไม่เหมือนกันละจ้า
ช่วงที่เรียนสามถึงสี่เดือนแรกก็เรียนจากหนังสือเด็กเล็กฟรีอันนั้นละก็เรียนคอร์สที่จุฬา ละก็โหลดคลังคำศัพท์จากเว็บของ TOCFL มาท่องด้วย จำได้ว่าตอนนั้นเป้าหมายแรกคือท่องศัพท์ 1000 คำแรกให้ได้ก่อน ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกว่าแค่ 1000 คำแรกก็เหนื่อยแทบตาย แต่เหมือนจะท่องได้ภายในช่วงหกเดือนแรกนั่นแหละ พอได้ปุ๊บก็พยายามขยับขึ้นไปถึง 2500 คำแรก (+ 1500) อันนั้นจำได้ว่ากว่าจะต้องได้ถึงคือช่วงปลายปี ก็คือผ่านไปประมาณ 1 ปีนับจากหลังเริ่มเรียนกว่าจะเก็บได้หมด
นี่คิดว่าเทคนิคอย่างหนึ่งที่ทำให้เรียนภาษาได้ไวคือ พวกคำศัพท์ช่วงพื้นฐานอ่ะท่อง ๆ เข้าไปเถอะ เพราะเดี๋ยวก็เจอแล้วเจออีก ยิ่งมีคำศัพท์ในคลังสมองเยอะเท่าไหร่ยิ่งประสมประโยคได้วิจิตรพิสดารมากขึ้น ละก็สามารถฟังอะไรได้กว้างขึ้นด้วย แต่ที่รู้สึกเป็นข้อผิดพลาดน่าจะเป็นเรื่องอ่านไวยากรณ์ คือนี่เคยคิดว่าถ้าเรารู้คำศัพท์ ละเราก็รู้ไวยากรณ์ของภาษาทั้งหมด สุดท้ายเราก็จะสามารถใช้ภาษานั้นได้ทั้งหมดจริงมะ (คล้าย ๆ กับถ้าเรียนคณิตศาสตร์ละจำทฤษฎีบทได้หมดก็ควรจะทำข้อสอบได้) ปรากฏว่าไม่จ้า สุดท้ายลืม แถมต้องไปทวนใหม่ตอนที่เจอตอนอ่านหรือฟังอีก นี่ก็เลยคิดว่าท่องศัพท์ช่วงพื้นฐานกับพวกไวยากรณ์ ต้องหาเวลาไปอ่านพวกบทความ ข่าว หรือวิดีโอยูทูปอะไรข้างนอกคู่ขนานไปด้วย (เหมือนเรียนคณิตละต้องลองทำโจทย์ไม่ใช่ว่าสักแต่ท่องสูตรละจะทำได้) ก็จะใช้ภาษาได้คล่องขึ้น
เวลาผ่านไปก็ได้ไปไต้หวัน โชคดีที่มหาลัยให้ลงเรียนคอร์สภาษาจีนฟรีสองเทอม ก่อนที่จะลงคอร์สจะมีสอบวัดระดับ จะได้แบ่งเด็กไปเรียนที่ห้องต่าง ๆ ตามระดับภาษาของแต่ละคน นี่ตอนที่สอบไวยากรณ์คือได้ 24/30 เลยจ้า เดาเก่งมากเพราะเป็นข้อสอบปรนัย 555 ส่วนตอนที่เขียนคือเขียนไม่ออกเลย จำไม่ได้ว่าตัวจีนเขียนยังไง 555 พอเสร็จปุ๊บก็ไปสอบพูด จำได้ว่าตอนนั้นเขาถามว่าจากห้องสอบกลับไปหอพักต้องกลับยังไง นี่ก็นั่ง อึ้ง ที่เรียนมาทั้งหมดตอนนั้นคือจะพูดออกมายังไงวะ ก็บอกเขาว่าไม่รู้ 555 จบ สุดท้ายก็ได้ไปอยู่ห้อง Intermediate I ตอนนั้น
ตอนที่เรียนจีนที่มหาลัยตอนนั้นคือรู้สึกว่าได้เรื่องได้ราวมาก เพราะอาจารย์พูดจีนทุกคำ ไม่มีภาษาอังกฤษเจือปนเลย แถมเน้นให้นักเรียนสนทนากันเองอีก นี่ก็เลยคิดว่าภาษาจีนตัวเองเริ่มก้าวกระโดดก็คือตอนที่เริ่มมาไต้หวันนี่แหละ ที่มหาลัยให้ลงมาสองเทอมก็คือลงครบสองเทอมจนถึง Intermediate II
จำได้ว่าช่วงที่อยู่ไต้หวันเทอมที่สองเริ่มคุยกับคนไต้หวันแบบลองใช้จีนรัว ๆ ได้แล้วประมาณนึง แต่ก็มีขัด ๆ บ้าง ละก็เริ่มฝึกฟังคลิปจากยูทูป พวก youtuber สารคดี หรือ vlog ต่าง ๆ ก็เอามาฝึก ละก็หยุดท่องศัพท์ไปช่วงนึงเพราะรู้สึกว่า ท่องไปถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืม ก็เลยหยุดท่องที่ 2500 คำ ความฉิบหายของการฟังหรืออ่านอะไรที่เป็น real-life scenario คือคำศัพท์มันจะมาทั่วสารทิศไปหมด ทั้งควบรวมกิจการ หุ้นปรับฐาน หุ้นตกหุ้นขึ้น ฯลฯ ละภาษาจีนมันชอบตั้งชื่อให้ทุกอย่างอ่ะ แบบ สเตียรอยด์ คอเลสเตอรอล โปรตีน แอนตี้บอดี้ ชื่อบริษัทฝั่งตะวันตกทั้งหลายแหล่คือโดนตั้งชื่อจีนหมด เลยแอบคิดว่าข้อดีของภาษาญี่ปุ่นที่เอาชนะภาษาจีนได้ก็น่าจะอยู่ตรงนี้นี่แหละ 555
ผ่านไปจนถึงเทอมสามที่ไต้หวัน ตัดสินใจกลับมาท่องศัพท์ในคลังอีกรอบเพราะศัพท์ที่ได้มาใหม่จากช่วงที่ไม่ได้ท่องคืออยู่ในช่วง 5500 แรกหมดเลย (ท่องได้หมดนี้คือจะระดับ B2 พอดี) นี่ก็เลยตัดสินใจ ฮึบ ท่องศัพท์ต่อ (บวกไปอีก 3000 คำ) ละก็ยังนั่งอ่านนั่งฟังภาษาจีนฝึกไปเรื่อย ๆ ฯลฯ ช่วงนั้นก็รู้สึกว่าอยู่บน intermediate plateau ละ คือสกิลมันก็ไม่ได้พุ่งทะยานอะไรมาก แต่ก็รู้สึกว่ามีการพัฒนาเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา
ล่าสุดก็เพิ่งสอบ TOCFL ไป ก็วัดระดับได้ออกมา B2 ตามที่อยากได้เอาไว้ตอนแรก ถือว่าเป็นการพิสูจน์ตัวเอง (เหรอ) ว่าการเรียนภาษาที่สามได้ระดับนี้สามารถทำได้ในเวลาน้อยกว่าสามปี แบบที่เรียน ป.โท ไปด้วย เรียนจีนไปด้วย นี่ก็คิดว่าถ้าการเรียนภาษาจีนต่อไปในอนาคตเป็นแบบ linear regression จริง ๆ เป้าหมายต่อไปที่จะเอา C1 ให้เทียบเท่ากับภาษาอังกฤษก็คงจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีเหมือนกัน (คลังคำศัพท์ C1 คือบวกไปอีก 4000 คำนับตั้งแต่ 5500 คำแรกของ B2) แต่ก็คงไม่รีบเหมือนตอนแรกละ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาระดับ C1 ไปทำอะไร 555 (จบ)
ปล. เมื่อวานลองกลับมานั่งอ่านภาษาญี่ปุ่น แบบที่ทิ้งไปเลยตั้งแต่ตอนที่เริ่มเรียนจีนเพราะรู้สึกสับสนอีสองภาษานี้มา ปรากฏว่ากลับมาอ่านละ เห้ย ที่เราเรียนมาสามปีตอน ม.ปลาย กับตอนที่เรียนเองบ้างตอน ป.ตรี มันยังไม่หายไป แถมอ่านได้คล่องขึ้นด้วยเพราะรู้ตัวจีนมากขึ้นมาก ๆๆๆๆๆ แล้ว ก็เลยรู้สึกว่า เดี๋ยวกลับมาเรียนญี่ปุ่นจอย ๆ ด้วยละ