Table of Content

ละมหาลัยดัง ๆ คณะดัง ๆ ควรจะยังรับรอบพอร์ตอยู่ไหม

Table of Content

...

(ขออนุญาตยืมรูปจากเว็บท่านหนึ่ง เคมีพี่กัปตัน)

ท้อปปิกที่จะมาเขียนวันนี้คือ

“ละมหาลัยดัง ๆ คณะดัง ๆ ควรจะยังรับรอบพอร์ตอยู่ไหม”

มา ไหน ๆ ก็ไหน ๆ วันนี้ทางเพจนั้นก็เขียนพาดพิงเรื่องการคัดเด็กเข้ารอบพอร์ตพอดี จากเมื่อคืนตอนตีสามที่อยู่ ๆ ดี ๆ อัลกอริทึมเจ้ากรรมของเฟสบุ๊คก็ส่งโพสต์ของเพจนั้นมาให้อ่าน จนทำให้เมื่อคืนนั่งอ่านโพสแต่ละโพสของเพจนั้นตั้งแต่ตีสามยันตีสี่ แถมตีสี่ปุ๊บยังคุยเรื่องนี้ต่อกับรุ่นน้องสุดหฤหรรษ์ประจำไทม์โซนเยอรมันอย่างเผ็ดร้อน ทำให้ตอนนี้ต้องมานั่งปวดนิ้วพิมพ์บรรยายความในใจและในสมองที่มาให้กระจ่างแจ้ง ยิ่งคณะวิศวะ ฬ โดนพาดพิงด้วยบุคคลที่ไม่ใช่ศิษย์เก่า (สรุปเป็นศิษย์เก่าไหม) ยิ่งรู้สึกว่าศิษย์เก่าผู้นี้ (กู) ต้องออกความคิดเห็นอะไรบางอย่าง ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะยังไม่มีคนไหนที่ออกมาแสดงความรู้สึกในฐานะคนในเรื่องการรับรอบพอร์ตแบบที่กูกำลังจะเขียนยาว ๆ แบบนี้ (ซึ่งเอาจริง ๆ ตัวเองก็ไม่ได้เข้ารอบพอร์ต แต่เข้ารอบแอดมิดชั่นมาด้วยซ้ำ สมัยที่แอดมิดชั่นคือรอบสี่แล้วรับตรงคือรอบสามอ่ะ) และที่จะเขียนคือไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่องรับพอร์ตของวิศวะ ฬ แต่จะเขียนถึงรอบพอร์ต อินไทยแลนด์ อินเจเนอรัลด้วย ความคิดเห็นต่อไปนี้ถูกผิดยังไงเถียงได้เต็มที่ จะเอางานวิจัยหรือปรัชญาส่วนตัวมาเถียงอะไรก็มา ไม่มีถูกผิด แต่ไม่อยากให้ใครคล้อยตามไปที่ extreme ไหน ๆ ของความคิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้กูจะเขียนในฐานะ devil’s advocate (เถียงอย่างฉ่ำ ขวางโลกไว้ก่อน) คนนึงก็แล้วกัน

โอเค เริ่ม วันนี้ของเขียนแรงหน่อยละกันนะ

หลักแรกที่กูจะตั้งจุดยืนของกูเลยก็คือ “การสอบวัดผลในห้องสอบแม่งจัญไร”

ใช่! แม่งจัญไรเว้ย ไอ้สัส! มึงลองคิดดูว่าที่มึงเรียน หรือฝึกฝนมาทั้งเทอม ทั้งปี ทั้งชาติ กำลังจะถูกวัดผลโดยการสอบในห้องสอบโง่ ๆ แค่วิชาละหนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ด้วยข้อสอบที่ก็รู้กันทั้งปีทั้งชาติว่ามีแนวอยู่แล้ว ทำซ้ำไปซ้ำมาสักสี่ห้า พ.ศ. ก็ควรจะได้คะแนนไม่บัดซบจนเกินไป แล้วถ้าได้คะแนนดีก็บอกว่า เห้ย นี่ กูเก่ง กูทำได้ แต่ความจริงคือมึงแค่ทำข้อสอบเก่ง ทำข้อสอบเยอะ มันพิสูจน์ความเก่งเชิงคิดวิเคราะห์ได้จริงหรอ

อ่ะ กูจะคงจะคิดว่า มันคง correlate กันในทางใดทางหนึ่งแหละ คือไม่ใช่ว่าข้อสอบจะวัดอะไรไม่ได้เลย คือใครทำข้อสอบได้ก็ เออ มึงเก่งแหละ อย่างน้อยในสมองก็ต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์หรือทักษะการจำระดับหนึ่งที่ทำให้ทำข้อสอบนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ เรื่อง โลกก็ยังหมุนรอบข้อสอบในห้องสอบอยู่ วิศวะยังมีสอบ กว. แพทย์ยังต้องสอบใบประกอบก่อนเรียนจบ ค่าย สอวน. ยัน สสวท. ก็สอบแล้วสอบอีก สอบยันคัดผู้แทน สอบภาษาก็ใช้ข้อสอบวัดกันไปเลย การสอบถือเป็นการวัดผลที่รวดเร็ว ทันใจ ได้ผลที่เชื่อถือได้ระดับหนึ่ง

มา ทีนี้ มันก็มีคนหลายคน (รวมถึงเพจนั้นแหละ) ที่อยู่ใน school of thought ว่าการสอบวัดมาตรฐานเป็นอะไรที่ทำให้โลกนี้แม่งยุติธรรมที่สุด ทำให้คนตั้งแต่ระดับลูกเจ้าขุนมูลนาย คนรวย คนจน จัณฑาล ลูกกะหรี่ มีสิทธิ์อย่างเท่าเทียมในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือคณะที่ฝันไฝ่ แถมเป็นการการันเตอทูการันตีด้วยว่า อีเด็กเหี้ยนี่น่าจะมีสมองจนเรียนจบแบบที่คณาจารย์ไม่ต้องดันตูดตลอดทางแน่ ๆ อ่ะ อันนี้อั๊วเห็นด้วย ไม่ขัด มันน่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าสมมติว่าการกระจายตัวของระดับสมองจริง ๆ กับคะแนนเฉลี่ยเป็นแบบ normal distribution โดยที่เกณฑ์คัดตัดเด็กออกในช่วง sigma ตั้งแต่ -2(sigma) ลงมา อ่ะ แน่นอน ยังไงก็ต้องมีเด็กกเฬวรากหลุดถนนมาบ้าง แต่ก็เป็นที่รับได้ของคณะแน่ ๆ

แต่ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ เออ แก มันยุติธรรมจริงหรอวะ

อ่ะ ในความเห็นส่วนตัวนะ (เถียงได้ แต่นี้คือ ปสก. ที่ผ่านมาจริง ๆ) คนที่ทำข้อสอบเก่ง คือ คนที่ทำข้อสอบเยอะ เพราะสุดท้าย ถ้าไม่ใช่ข้อสอบแบบคัดรอบสองของโรงเรียนส้นตีนอย่าง mwit หรือ kvis จริง ๆ ที่ต้องมาคำนวณว่าสถานีอวกาศ ISS ต้องอยู่ใกล้โลกกี่กิโลเมตรถึงจะบังดวงจันทร์ได้มิด กรุณาแสดงวิธีทำอย่างละเอียด (ใช่ อีนี่คือข้อสอบที่กูเจอ) ที่แม่ง unseen แบบสุด ๆ แบบที่ว่าใครจะมาออกข้อสอบให้มึงแบบนี้ได้วะนอกจากคนที่แม่งอยากจะแดกมึงจริง ๆ อ่ะ กูพูดเลยว่าข้อสอบวัดที่เอาเด็กเข้ามหาลัยทั้งหลายแหล่ มันมีแนวข้อสอบหมดแหละ เพราะฉะนั้น การคัดเด็กจากข้อสอบ แน่นอนว่าผลหลักที่อยากจะได้คือ ได้เด็กเก่ง เรียนรอด แต่ผลข้างเคียงที่ได้แน่ ๆ อีกอย่างคือ ได้เด็กทำข้อสอบเก่ง แต่ไม่รู้ว่าทักษะคิดวิเคราะห์หรืออะไรอย่างอื่นดีรึเปล่า อ่ะ จำไว้ก่อนว่าอันนี้คือข้อเสียของการสอบ

คนที่บอกอีกว่า การสอบเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด แต่สถาบันกวดวิชาในไทยนี่ฉ่ำเลยนะ เก็บค่าสอนก็บ่ได้ถูก แถมกระจุกที่ใน กทม. กับในเมือง ละเด็กตาสีตาสาไร้เงินจุนเจือจะไปมีความยุติธรรมกับเขาได้ยังไง แต่เอาล่ะ เรื่องยื่นพอร์ตก็ยอมรับว่าควรจะเหลื่อมล้ำกว่าจริง ๆ

การคัดเด็กด้วยการสอบ คณะจะได้เด็กแบบ generic ถ้าคณะอยากได้เด็กพิเศษใส่ไข่ การรับรอบพอร์ตหรือรอบโควต้ายังไงก็ยังจำเป็น

อ่ะ ทีนี้จะมาเขียนเรื่องการรับรอบพอร์ตละ

แน่นอนแหละ พอร์ตแม่งปั้นได้จริง จ่ายตังจ้างเขียนงานวิจัยให้เด็ก พาเด็กไปเข้าค่ายนู่นนั่นนี่ ฯลฯ แม่งใช้ตังจ่ายทั้งงั้น ไม่เถียง แต่ในความจัญไรบัดซบในระบบการรับรอบพอร์ตที่มีอยู่จริง เราอย่าไปทำอะไรที่เป็น straw man fallacy ว่าแบบ เออ งั้นก็ยุบรอบพอร์ตแม่งให้มันจบ ๆ รับเด็กแบบสอบเอนทรานซ์รอบเดียวเหมือนสมัยยุคเปรม ติณสูลานนท์ หลังคอมมี่เอรา ประหยัดงบดี เด็กสอบปีนึงรอบเดียวไม่เครียด (หรอ) ตัดจบชี้ชะตา ดั่งสำนวนภาษาจีนที่ว่า 一試定生死 (อี๋ซื่อติ้งเชิงสื่อ) ที่แปลว่า สอบครั้งเดียวชี้เป็นชี้ตาย

เพราะเอาจริง ๆ เราอย่าลืมว่า องค์ประกอบในการเรียน หรือในการพัฒนาประเทศ เราไม่ได้ปั่นเครื่องจักรเศรษฐกิจด้วยการสอบ แต่เป็นการทำอะไรจริง ๆ จะมีเด็กที่ชอบทำวิจัยบ้างเอย เด็กที่ชอบเขียนโค้ดเอย ฯลฯ นี่คือเหตุผลว่าทำไมศิริราชหรือรามาถึงยังมีรอบพอร์ตที่คัดเด็กที่อยากทำวิจัยโดยเฉพาะ ทำไมวิศวะจุฬาถือเริ่มรับเด็กรอบพอร์ต เพราะอย่าลืมว่ามันมีเด็กบางส่วน ที่หลอดพลังไปเติมค่า exp ฝั่งปฏิบัติเยอะเกิน แต่ไม่ค่อยได้เติมเรื่อง “การทำข้อสอบเก่ง” คือคณะพวกนี้มันรู้แน่ ๆ ว่า ถ้ารับเด็กโดยข้อสอบอย่างเดียว มันมีโอกาสสูงลิ่วที่จะได้เด็กแบบ generic แล้วไม่ได้ไปตามทางที่คณะอยากจะเพิ่มเด็กประเภทนั้นลงไปจริง ๆ

อ่ะ ทีนี้มันก็จะมี argument อีกเรื่องนึงว่า การรับรอบพอร์ตแม่งจะรู้ได้ยังไงว่าผลงานไหนมีค่าเท่าไหร่ เด็กคนนี้เก่งจริง ๆ ไหม แถมการรับรอบพอร์ตมีความเสี่ยงเรื่องลูกท่านหลานเธออีก ลูกอาจารย์มาสัมฯ จะได้เอกสิทธิ์อะไรไหม มีคอรรัปชันภายในรึเปล่า ล่าสุดที่เห็นใน เออ เพจนั้นแหละ คือเอากรณีเด็กที่เข้ารอบพอร์ตแต่ได้คะแนน Alevel ไม่ถึงยี่สิบมาโชว์ว่าระบบรับพอร์ตของวิศวะจุฬา is happening พร้อมกับบรรยายเสร็จสรรพว่า แม่ง ไอ้เชี่ย อาจารย์วิศวะแม่งโง่ฉิบหาย (เพจนั้นไม่ได้เขียนขนาดนี้หรอกแต่ความหมายมันก็สื่อไปทางนั้นแหละ) คำตอบที่อยากจะตอบจากข้าพเจ้าด้วยใจจริงก็คือ

“มันเป็นสิทธิ์ของคณะครับว่าจะรับเด็กคนไหนเข้ามา”

อ่ะ ขอเขียนในอีกรูปประโยคว่า

“กูจะรับเด็กยังไงก็เรื่องของกู” นะคะ

คือ จะเขียนแบบสุภาพที่สุดในย่อหน้านี้ก็คือ ในฐานะศิษย์เก่าวิศวะ ฬ คนหนึ่ง ที่มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิกของกรรมการนิสิตวิศวะ ฬ ในช่วงปีสาม และได้คลุกคลีกับรองฯ วิชาการอย่างโชกโชนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มคณาจารย์มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงรูปแบบของหลักสูตรรวมถึงพันธกิจของคณะมานานแล้วครับ มันเป็นสภาพที่ ไม่รู้สิ ยกตัวอย่างเด็กวิศวะไฟฟ้าร้อยยี่สิบคนจบมาทำไฟฟ้าจริง ๆ แค่ไม่ถึงครึ่งอ่ะ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางอาชีพของประเทศไทย หรือโครงสร้างหลักสูตรที่ไม่เอื้อให้เด็กที่ชอบทางสายตรงจริง ๆ ให้มาเรียน มันเป็นเรื่องที่เป็น open-end question ระดับนึงในคณะมานานแล้วครับ

(Footnote: ถ้าจะพูดตรง ๆ แบบความเห็นส่วนตัวสุด ๆ คือ วิศวะ ฬ เราแอบจะแพ้เรื่องเชิงปฏิบัติมานานแล้วค่ะ ถ้าดูเด็กจากลาดกระบัง บางมด มหานคร พวกนี้ปฏิบัติเก่งกว่ามาก แล้วเราจะยอมเรื่องนี้ได้ยังไงคะ)

ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะก็ได้มีการลองผิดลองถูก หรือในภาษาชาวบ้านก็คือ fuck around and find out ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทางคณะได้เก็บสถิติ หรือวัด mean1 mean2 sigma1 sigma2 ของคะแนนของเด็กสองกลุ่มในรายวิชาต่าง ๆ อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ แต่โดยส่วนตัว คือ ถ้าทำปีแรกแล้วปีที่สองก็ยังทำต่อ แสดงว่าคณะวิศวะ ฬ คงเห็นแล้วล่ะค่ะว่าคณะสามารถมี damage control ที่ยังควบคุมได้ และมีผลดีที่โอเค หลักล้างกับความฉิบหายที่อาจเกิดขึ้น

อ่ะ แต่ถ้าสมมติว่าเด็กที่เข้ารอบพอร์ตมันเป็นเด็กหัวโปกจริง ๆ ปึกจริง ๆ หน้ายากจริง ๆ กลไกของคณะมันก็มีอยู่แล้วอ่ะค่ะ ทั้งถ้าติดเอฟเกินกี่เทอม หรือ การสอบใบประกอบวิชาชีพในขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ ก่อนเรียนจบ เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับ quality control ที่ delay ลงมาโดยประมาณ

หรือ ถ้าจะอ้างว่าการรับรอบพอร์ตทำให้เด็กเก่งน้อยลง ทำให้คุณค่าของคณะด้อยลง มันก็ย้อนกลับไปคำถามเดิมอ่ะค่ะว่า คณะต้องการอะไร ต้องการเด็กแบบไหนจริง ๆ บางทีมองในมุมของคนนอกที่จบเพียวแมทมาอาจคิดว่าคณะอยากได้แค่เด็กทำข้อสอบเอนท์มาดี แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปอ่ะค่ะ คณะยังต้องการเด็กที่ไปทำหุ่นยนต์ ส่งจรวดแข่งระดับนานาชาติ ไปทำวิจัยจริง ๆ หรือหน้าด้านหน้าขวานพอที่จะทิ้งการเรียนแล้วไปตั้งบริษัท ของแบบนี้บางทีมันไม่ได้มาจากเด็กรอบเอนท์อย่างเดียวค่ะ

สิ่งที่เห็นด้วยอย่างหนึ่ง จริง ๆ คือเรื่องว่า เราจะ balance รอบพอร์ตยังไงให้ได้เด็กที่ทั้งปฏิบัติโดน และหีวดี ซึ่งมันก็ต้องมีทั้งคะแนนสอบและผลงานนอกห้องสอบที่ผ่านมา ซึ่งก็เพิ่งเห็นว่า คณะวิศวะ ฬ เพิ่งมี CU-ENT มารองรับตรงนี้แล้ว ซึ่งก็คาดว่าน่าจะมาจากเพจนั้นประจานพอร์ตของเด็กคนหนึ่งที่ได้คะแนน alevel ต่ำคนนั้นแหละ

เรื่องปั้นพอร์ต ซื้อโครงงาน อันนี้ขอไม่เขียนเพิ่มละกันนะคะ เชื่อว่าทุกคณะที่ดี ที่มีรอบพอร์ต คณาจารย์มีสมองพอที่จะมี bullshit detector ระดับหนึ่ง คือยังไงการวัดผลมันก็ต้องมีความฉิบหายในระดับหนึ่งล่ะค่ะ มันก็ย้อนกลับไปที่คำถามเดิมว่าคัดเด็กจากข้อสอบหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อวิชามันวัดการคิดวิเคราะห์เด็กได้จริงเหรอ หรือเด็กแค่ทำข้อสอบเก่ง แต่แน่นอนว่าการที่เด็กมีโอกาสทำอะไรเยอะมันแปรผันตรงตามฐานะของครอบครัวเด็กจริง ๆ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาของคณะค่ะ เป็นปัญหาของประเทศ กรุณาอย่าด่าคณะเรื่องนี้ค่ะ คณะมีสิทธิ์ที่จะรับเด็กตามที่คณะเองอยากจะรับ

เรื่องที่ว่ารอบพอร์ตทำให้คณะรับรอบเอนท์น้อยลง ก็ตามนั้นแหละค่ะ เด็กรอบเอนท์จะทำยังไงดี ก็ทำข้อสอบให้เก่งขึ้น แค่นั้นเองค่ะ สู้ ๆ นะคะ เด็กซิ่วทั้งหลาย อย่าร้องไห้ให้โลกเห็น

สุดท้าย คิดว่าคณะ(ที่ดี)ต่าง ๆ ที่รับรอบพอร์ต ก็ยังสนับสนุนต่อไปค่ะ ถ้าใครเข้ามารอบพอร์ตแล้วเป็น imposter จริง ๆ สุดท้ายก็เรียนไม่ไหว ก็ไปบายอยู่ดี คุณค่าของคณะคือตัวเด็กที่เข้ามาเรียน การรับเด็กที่หลากหลายมากขึ้นเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วค่ะ โลกเราไม่ได้มีแค่สอบคณิต ฟิสิกส์ เคมีอ่ะเนอะ

ส่วนเรื่องลูกท่านหลานเธอที่แอบเข้ามาตอนรอบพอร์ต อันนี้คงต้องปลงแหละค่ะ จบไปหางานทำก็เจอเรื่องนี้อยู่ดี แล้วจะเศร้ากับเรื่องนี้ทำไมคะ

(จบ)

ปล. โพสต์นี้เปิด public นะคะ อยากให้คนนั้นเห็น

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages