Table of Content

แด่การประกวดเพลง Eurovision ที่ครบรอบเจ็ดสิบปีในปีนี้

Table of Content

...

วันนี้จะเขียนเกี่ยวกับการแข่งขันประกวดร้องเพลงระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง คือการประกวดร้องเพลงยูโรวิชัน (Eurovision Song Contest)

การแข่งขันร้องเพลงนี้น่าจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนไทยเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นการแข่งร้องเพลงของชาติฝั่งยุโรป แต่ถ้าให้เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ ถ้าแข่งฟุตบอลของยุโรปมีถ้วยยูโรปา งานยูโรวิชันก็คือการประกวดร้องเพลงของชาติเกือบทุกชาติในยุโรป ต่างกันแค่ยูโรวิชันจัดทุก ๆ ปี แต่ยูโรปาจัดทุก ๆ สี่ปี

เนื่องในปีนี้ (2026) เป็นปีที่ยูโรวิชันมาถึงปีที่เจ็ดสิบแล้ว ก็เลยขอเขียนเกี่ยวกับงานประกวดร้องเพลงงานนี้สักหน่อย

ที่มาของการแข่งขันแบบย่อที่สุดแบบที่อยากจะเล่าแค่ไม่กี่ประโยคก็คือ จุดเริ่มต้นมาจาก European Broadcasting Union ต้องการที่จะลองเอาแต่ละชาติมาประกวดเพลงแข่งขันกันดู ซึ่งก็ได้ไอเดียมาจากอิตาลีตอนนั้นพอดี เลยจัดงานแข่งขันครั้งแรกตอนปี 1956 ซึ่งในปีแรกก็มีแค่เจ็ดชาติเข้าร่วม แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มมีชาติเข้าร่วมมาเพิ่มเรื่อย ๆ ตลอดมา

ซึ่งความจริงแล้วงานประกวดร้องเพลงยูโรวิชันนี้ก็ได้สร้างศิลปินชื่อดังและเพลงเพราะ ๆ มากมายที่บางคนที่ตามเพลงฝั่งสากลน่าจะรู้จัก ถ้าจะเอาเพลงเก่า ๆ หน่อยก็อย่างเช่น Waterloo ของ ABBA ที่สวีเดนส่งประกวดในปี 1974, A-Ba-Ni-Bi ของ Izhar Cohen ที่อิสราเอลส่งประกวดในปี 1978 (ที่โจอี้ บอยเอามาร้องเป็นเวอร์ชันไทยในชื่อ ไอ้บ้า ไอ้บี้ ไอ้โบ้ ไอ้เบ๊ เมื่อปี พ.ศ. 2549) หรือเพลงแจ้งเกิดของ Celine Dion ซึ่งตอนนั้นมาประกวดในนามของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1988 ด้วยเพลง Ne Partez Pas Sans Moi ซึ่งทำให้ตอนนั้นสวิตเซอร์แลนด์ได้แชมป์ไปครอง

หรือในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาก็มีหลายเพลงที่โด่งดังเช่นเดียวกัน (แต่คนที่ไม่ตามเพลงสากลอาจจะไม่รู้จัก) เช่น Toy ของ Netta ที่ส่งจากอิสราเอลในปี 2018, Uno ของ Little Big ที่ส่งจากรัสเซียในปี 2020, Fairytale ของ Alexander Rybak ที่ส่งจากนอร์เวย์ในปี 2009, Euphoria ของ Loreen ที่ส่งจากสวีเดนในปี 2012 ฯลฯ

การเข้าร่วมการแข่งขันของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับว่าสถานีโทรทัศน์ของประเทศนั้น ๆ เป็นสมาชิกของ European Broadcasting Union หรือไม่ และถ้าอยู่ ก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือปีนั้นจะมีเงินมาสนับสนุนศิลปินให้มาแข่งได้หรือไม่ เพราะว่าเวลาส่งประกวดในแต่ละครั้งจะต้องทำเพลง ทำมิวสิควิดีโอ เตรียมการแสดงอะไรต่าง ๆ ให้ศิลปินด้วย นี่ไม่นับกว่าเกือบทุกประเทศก่อนที่จะส่งเพลงเข้าประกวดนั้น จะต้องจัดการแข่งขันภายในประเทศก่อนแล้วให้คนในประเทศหรือกรรมการในประเทศโหวตอีกทีว่าจะเลือกเพลงไหนเป็นตัวแทนของประเทศตัวเอง (เช่น ของสวีเดนจะเป็นงานประกวด Melodifestivalen ที่บางคนบอกว่าจัดใหญ่กว่าตัวงานของ Eurovision เสียอีก) เพราะฉะนั้นบางประเทศที่ประสบปัญหาเรื่องการเงินบางประเทศก็ตัดสินใจไม่ส่งแข่งขันไปบางปีเหมือนกัน

พอส่งเพลงและศิลปินมาแข่งขันได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการแข่งขันจริงนั่นเอง ในช่วงตั้งแต่ที่เราตามการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2015 การแข่งขันยูโรวิชันจะแบ่งออกเป็นสามวัน คือวันแรกและวันที่สองจะเป็นรอบ Semi-final โดยแบ่งเป็นสองวันเพราะมีประเทศมาแข่งขันเยอะมาก การประกวดเลยจะแบ่งจำนวนประเทศออกเป็นสองกลุ่มเท่า ๆ กันให้แข่งกันเองในกลุ่ม แล้วจะคัดประเทศจากแต่ละกลุ่มเป็นจำนวนเท่ากันมาแข่งต่อในรอบ Final ของวันที่สาม

วิธีการแข่งขันก็ง่ายมาก ก็คือรันการแสดงเพลงของแต่ละประเทศในคืนนั้น ๆ เลย สามคืน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศที่ได้ไปต่อในรอบ Final ก็แสดงการแสดงซ้ำกับที่เคยแสดงมาแล้วในรอบ Semi-final อีกที และก็แต่ละวันก็จะมีการแสดงจากศิลปินอื่น ๆ แทรกมาบ้างเป็นสีสัน รวมถึงธรรมเนียมการแสดงโชว์ของศิลปินที่ชนะในปีที่แล้ว ในตอนที่เปิดโชว์วันที่สามรอบ Final

ซึ่งวิธีการให้คะแนนจะแบ่งเป็นคะแนนจากกรรมการของแต่ละประเทศ หรือเรียกว่า Jury vote กับคะแนนที่มาจากการโหวตของผู้ชมทางบ้านของแต่ละประเทศหรือ Televote ซึ่งเอาจริง ๆ คือสัดส่วนหรือวิธีการคิดคะแนนของแต่ละปีเปลี่ยนบ่อยมาก แต่ถ้าจะเอาแค่ตั้งแต่ปี 2022 ก็คือ ทั้ง Jury vote และ Televote จะคิดแยกกัน แต่ละประเทศสามารถให้คะแนนด้วยวิธี Jury vote และ Televote ด้วยคะแนน 12, 10, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 ให้กับประเทศทั้งหมด 10 ประเทศ และการคิดคะแนนแบบนี้ใช้ทั้งในรอบ Semi-final และ Final แต่ว่าตอนจบของรอบ Semi-final จะไม่ได้มีการประกาศคะแนนตอนถ่ายทอดสด คือจะประกาศเลยว่าประเทศไหนที่ได้เข้ารอบสุดท้ายบ้าง ส่วนวันที่สามที่เป็นรอบ Final จะมีการถ่ายทอดสดไปที่ตัวแทนจากแต่ละประเทศว่าจะให้คะแนน Jury vote จำนวน 12, 10, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 ในกับประเทศไหนบ้าง (ซึ่งตอนที่พูดจริง ๆ จะมีแค่การแสดงความยินดี อาจมีมุกตลกนิดหน่อย แล้วตามด้วยการบอกประเทศที่ให้ 12 คะแนนแค่ประเทศเดียว ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาชีวิตคนดูมาก ๆ) ส่วน Televote จะมาประกาศแบบรวมทุกประเทศเสร็จสรรพ ให้ลุ้นแบบเสียวสันหลังทีเดียวตอนที่ประกาศคะแนน Jury vote เสร็จแล้ว พอประกาศคะแนน Televote ถึงประเทศสุดท้ายที่มักจะได้คะแนนรวมเยอะสุด ก็คือการประกาศประเทศที่ชนะของปีนั้นเลยนั่นเอง ซึ่งประเทศที่ได้แชมป์ก็จะเป็นเจ้าภาพจัดยูโรวิชันในปีต่อไปโดยอัตโนมัติ

โอเค เกริ่นเสร็จแล้ว คราวนี้น่าจะเข้าเรื่องได้แล้วละกัน 555

ส่วนตัวที่ตามการประกวดยูโรวิชันมาตั้งแต่ปี 2015 รวมถึงก็ตามเพลงเก่า ๆ ของการประกวดก่อนหน้าปีที่ตามด้วย เพราะรู้สึกว่าหลายเพลงเป็นเพลงที่มีจริตตรงกับตัวเองมาก หรือมันคงอารมณ์เหมือนคนที่ตามวง K-POP ละชอบดูเรียลลิตี้ตอนที่เด็กน้องใหม่มาฝึกเดบิ้วท์ในค่ายและเราอยากติดตามชีวิตของศิลปินพวกนั้น ก็เป็นอารมณ์เดียวกันที่มาตามยูโรวิชัน เพราะส่วนใหญ่ศิลปินที่มาแข่งมักจะเป็นศิลปินหน้าใหม่จริง ๆ หรืออาจจะหน้าเก่าแต่ไม่ได้อยู่ใน Mainstream ขนาดนั้น หรือแม้แต่สไตล์ของเพลงเองที่จะมีหลาย ๆ ปีที่หลาย ๆ ชาติส่งแนวเพลงแปลก ๆ มา ซึ่งส่วนตัวเป็นคนชอบเพลงแปลก ๆ อาร์ต ๆ อยู่แล้ว ก็เลยอินกับการแข่งขันอะไรแบบนี้ ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ชอบเช่น Dancing Lasha Tumbai ที่ยูเครนส่งมาตอนปี 2007, Party for Everybody ของรัสเซียที่ส่งมาตอนปี 2012, In Corpore Sano ที่เซอร์เบียส่งมาตอนปี 2022, Discoteque ที่ลิทัวเนียส่งในปี 2021, ฯลฯ หรือในบางทีเราก็อยากตามว่าในแต่ละปี ประเทศต่าง ๆ ส่งเพลงสไตล์ต่างกันบ้างไหม จนเริ่มเดาทางออกว่าบางประเทศจะชอบส่งเพลงแนวไหนมา เช่น ไซปรัสจะชอบส่งเพลงเต้นจังหวะมันส์ ๆ มา หรือไอซ์แลนด์ที่หลาย ๆ ปีก็ส่งเพลง hard rock หม่น ๆ มา หรือสวีเดนที่ชอบส่งเพลงที่คนส่วนใหญ่ฟังง่าย

อีกเรื่องหนึ่งที่มักจะเป็นที่ถกเถียงกันทุกปีน่าจะเป็นเรื่องของ Jury vote และ Televote ที่หลายปีก็มักจะสวนทางกันราวฟ้ากับเหว ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ คือปี 2023 ที่ฟินแลนด์ได้ Televote เป็นอันดับหนึ่ง คือ 376 คะแนน ทิ้งห่างจากสวีเดนที่ส่งแชมป์เก่า Loreen ที่ได้คะแนน Televote เป็นอันดับสองคือ 243 คะแนน แต่ปรากฏว่าสวีเดนก็ชนะด้วยคะแนน Jury vote ที่ได้ไปล้นหลามถึง 340 คะแนน ทิ้งห่างประเทศที่ได้ Jury vote อันดับสองอย่างอิสราเอลที่ได้ไปแค่ 177 คะแนน ส่วนฟินแลนด์ได้ Jury vote อยู่ที่ 150 คะแนนเท่านั้น

หรืออีกปีที่มักจะมีคนพูดถึงกันคือปี 2024 ที่โครเอเชียได้ Televote เป็นอันดับหนึ่ง คือ 337 คะแนน แต่คนที่ชนะในปีนั้นคือสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้คะแนน Jury vote เป็นอันดับหนึ่ง

เรื่องของ Jury vote และ Televote ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าถกเถียงอยู่วันยังค่ำ เพราะความจำเป็นของ Jury vote ก็ยังมีอยู่ ด้วยความที่ประเทศต่าง ๆ จะตั้งกรรมการมา 5 คน เพื่อที่จะตัดสินใจว่าใครร้องเพลงเพราะ เทคนิคเสียงดี ขึ้นโน้ตสูง ๆ ได้ ก็มักจะถูกใจกรรมการ ในขณะที่ฝั่งของ Televote มักจะกองกันไปที่เพลงที่ฟังละ Catchy คือเป็นเพลงฟังสนุก ฟังเพลิน ฟังแล้วมันส์ เพราะฉะนั้นทั้งสองคะแนนมักจะมาไม่ตรงกัน ประเทศที่ชนะในหลาย ๆ ปีก็จะเป็นประเทศที่ศิลปินปีนั้นเป็นนักร้องจริง ๆ เทคนิคการร้องสูงจริง ๆ ซึ่งมักจะถูกใจในฝั่งของ Jury vote ที่แต่ละประเทศมักจะเทคะแนนมาในทางเดียวกันแบบสุด ๆ อย่างที่สวีเดนชนะในปี 2023 หรือที่สวิตเซอร์แลนด์ชนะในปี 2024

แต่ในบางปี คะแนนของฝั่ง Televote ก็ถล่มฝั่งของ Jury vote อย่างราบคาบก็มีให้เห็นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นปี 2022 ซึ่งเป็นปีแรกที่ยูเครนถูกรัสเซียถล่ม ปีนั้นยูเครนส่งเพลงแนวพื้นบ้านมาในชื่อ Stefania นำโดยวง Kalush Orchestra ซึ่งปีนั้นยูเครนได้ Televote อย่างถล่มทลายถึง 439 คะแนน ทิ้งห่างประเทศที่สองอย่างมอลโดวาที่ได้ไป 239 คะแนน ซึ่งปีนั้นยูเครนได้ Jury vote แค่อันดับที่สี่คือ 192 คะแนน แต่ปรากฏว่าเนื่องจากยูเครนในตอนนั้น (จนถึงตอนนี้) มีปัญหาเรื่องสงคราม เลยต้องมอบหน้าที่เจ้าภาพในปี 2023 ให้กับสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษที่ได้คะแนนรวมมาเป็นที่สอง ซึ่งก็เป็นการตกถังข้าวสารของอังกฤษมาก เพราะอังกฤษไม่ได้เป็นเจ้าภาพมาตั้งแต่ปี 1998 แล้ว ปีนั้นจึงเป็นไม่กี่ปีที่มีเจ้าภาพร่วมสองประเทศ คือธงในโลโก้เป็นธงชาติยูเครน แต่จัดงานประกวดที่อังกฤษ

เรื่องของการปฏิรูประบบ Jury vote ของยูโรวิชันจึงเพิ่งมาเกิดขึ้นในปีนี้ (2026) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกติกาว่าให้เพิ่มกรรมการของแต่ละประเทศจาก 5 เป็น 7 คน และต้องมีความหลากหลายของกรรมการมากขึ้น แต่ประเด็นหลักก็คือในคณะกรรมการของแต่ละประเทศต้องมีคนรุ่นใหม่บ้าง ปีนี้จึงน่าจะเป็นปีแรก ๆ ที่เราสังเกตได้ว่าคะแนน Jury vote ที่แต่ละประเทศโหวตให้กันนั้น แทบคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะไปในทางไหน หรือจะไปให้ใคร ซึ่งต่างจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (อย่างน้อยก็ตั้งแต่ที่เราตามการประกวดมาตั้งแต่ปี 2015) ที่ Jury vote มักจะเทไปแค่ไม่กี่ประเทศ ทำให้ปีนี้คะแนน Jury vote รวมของแต่ละประเทศไม่ห่างไม่เหินกันมากมายนักเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา นอกจากนั้นเพลงที่มักจะไม่ได้ Jury vote เยอะ อย่างเลงที่มีจังหวะมันส์ ๆ เต้นเยอะ ๆ หรือเพลงป๊อปจ๋า ๆ หรือเพลงที่มี EDM เป็นส่วนผสมมาก กลับได้คะแนนจาก Jury vote เยอะกว่าที่เซียน ๆ หลาย ๆ คนได้คาดเอาไว้ก่อนการแข่งขัน พูดแบบตามตรงก็คือ การแข่งขันในปีนี้เป็นการแข่งที่หักปากกาเซียนหลายคนมาก ๆ

เรื่องของการให้คะแนนของการประกวดยูโรวิชันนี้เลยเป็นเรื่องสนุกของเราเรื่องหนึ่งนอกจากการฟังเพลงของแต่ละปี ซึ่งในหลาย ๆ ปีก็เป็นการวัดเหมือนกันว่ารสนิยมการฟังเพลงของเรานั้นตรงกับคนอื่น หรือตรงกับกรรมการมากแค่ไหน 555

สำหรับภาษาของเพลงที่เอามาแข่ง ส่วนใหญ่นั้นแต่ละประเทศจะเลือกภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ แต่ทว่าในช่วงปีหลัง ๆ มานั้น ศิลปินในแต่ละประเทศเริ่มตัดสินใจกลับมาให้ภาษาของตัวเองมาแต่งเพลงส่งเข้าแข่งขันมากขึ้นมาก โดยเฉพาะในปี 2025 ที่มีประเทศ 26 ประเทศจาก 37 ประเทศที่ตัดสินใจส่งเพลงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาตัวเองเข้ามาแข่งในยูโรวิชัน เพราะฉะนั้นใครที่เป็นแฟนคลับกลุ่มภาษาอินโดยูโรเปียน น่าจะฟินกับการฟังเพลงภาษานานาชาติจากการประกวดนี้เหมือนข้าพเจ้า 555

การประกวดยูโรวิชันนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศที่อยู่ในยุโรป แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่อาจจะอยู่นอกโซนเล็กน้อยแต่สามารถมาเข้าร่วมการแข่งขันได้ ยกตัวอย่างเช่น ตุรกี ที่มาแข่งตั้งแต่ปี 1975 และได้แชมป์ครั้งหนึ่งในปี 2003 แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมอีกเลยตั้งแต่ปี 2013, ประเทศฝั่งคอเคซัสอย่างอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และจอร์เจีย, ออสเตรเลียก็มาแข่งตั้งแต่ปี 2015 และอิสราเอล หรือแม้แต่ประเทศเล็ก ๆ อย่างซานมาริโนที่มีประชากรไม่ถึง 40,000 คนก็ส่งมาตลอด โดยเคยส่งนักร้องคนเดียวคนเดิมถึงสามครั้งคือ Valentina Monetta ตั้งแต่ปี 2012 – 2014 คนมีคนล้อว่าถ้าซานมาริโนได้แชมป์สักปีก็คงจะจัดที่สวนหลังบ้านของนักร้องคนนั้นนั่นแหละ

แต่แน่นอนว่า เนื่องจากการประกวดยูโรวิชันเป็นการประกวดที่มีหลายประเทศมาเข้าร่วม ก็หลีกหนีไม่พ้นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มักจะเป็นปัญหาในหลาย ๆ ปีอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นช่วงสี่ปีที่ผ่านมาที่รัสเซียเริ่มรบกับยูเครนนั้น ทำให้รัสเซียกับเบลารุสถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2022 หรือเรื่องของอิสราเอลที่ไปบุกกาซา ก็ทำให้หลายประเทศตัดสินใจบอยคอตต์การแข่งขันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้เป็นปีที่หลายประเทศไม่กลับมาแข่ง คือ เนเธอร์แลนด์ สเปน ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ และสโลวีเนีย

การแข่งขันยูโรวิชันเป็นการประกวดที่นับได้ว่าเชื่อมสัมพันธ์ยุโรปทั้งหมดทั้งมวลอย่างแท้จริง เรื่องของการประกวดเพลงยูโรวิชันจึงเป็นเรื่องที่เราอยากเขียนวันนี้มาก ๆ เพราะปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 70 ปีของการแข่งขัน ซึ่งถ้าไม่นับปี 2020 ที่การประกวดต้องยกเลิกเพราะสถานการณ์โควิด การประกวดยูโรวิชันนี้ก็เป็นการประกวดที่ติดต่อกันยาวนานที่สุด ใหญ่ที่สุด และมีผู้รับชม (ที่สามารถรับชมผ่านทีวีสด ๆ ได้) มากถึง 166 ล้านคน ถ้าใครที่สนใจแนวเพลงฝั่งยุโรป อยากลองตามเพลงอะไรใหม่ ๆ ก็สามารถเปิดใจรับชมการประกวดนี้ในปีต่อ ๆ ไปได้ครับ

ปล. ส่งท้าย ปีนี้ (2026) จะเป็นปีที่ยูโรวิชันของเอเชียจะเริ่มจัดเป็นปีแรก (ซึ่งน่าสนใจมากว่าทำไมกูเพิ่งรู้เมื่อวาน 555) โดย European Broadcasting Union จะมาเป็นออร์แกไนเซอร์ร่วมกับ Voxovation และ S2O Productions (บริษัทที่ก่อตั้งโดยวู้ดดี้) และจัดที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2026 โดยผู้ถ่ายทอดสดจะเป็นช่องสามของเรานั่นเอง และประเทศที่ตอบรับแล้วว่าจะมาร่วมแข่งได้แก่ ไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เนปาล มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ภูฏาน และบังกลาเทศ รวม 10 ประเทศในปีแรก ก็คอยดูกันว่ายูโรวิชันของเอเชียจะรุ่ง (เหมือนประกวศนางงามไหม) หรือจะร่วง ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้นเพราะว่าเป็นเรื่องที่ตัวเองแอบคิดอยากให้เกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้ว (จบ)

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages