Table of Content

เอไอก็เหมือนเพื่อน ฉันไม่ยอมให้มันมาทำแทนฉันทุกอย่างหรอก

Table of Content

...

ปกติจะไม่ค่อยเขียนอะไรยาว ๆ เป็นบทความที่สองในรอบวัน แต่วันนี้อารมณ์เขียนมันมาจริง ๆ ก็เลยอยากเขียนเรื่องที่ไม่อยากเขียนในตอนแรกมากที่สุด คือเรื่องของเอไอ

ส่วนตัว และส่วนตัวจริง ๆ เป็นคนที่แอนตี้เอไอมาตั้งแต่ที่มันเริ่มเขียนข้อความเองได้ เริ่มสร้างภาพสร้างวิดีโอเองได้ เริ่มทำงานเขียนโค้ด จัดตารางงาน นัดประชุมเขียนเมลล์อะไรต่าง ๆ ให้เราได้ ซึ่งถ้าเอาตามความจริงก็แอบรู้สึกว่า

“ทำไมกูต้องให้มึงทำให้กูวะ”

คือปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ยังไม่อยากใช้เอไอมากขนาดนั้น คือ

  1. เราไม่ไว้ใจมัน คือไม่รู้ว่ามันจะทำงานดีหรือไม่ผิดไม่พลาดเท่าที่เราอยากให้มันเป็นหรือเปล่า
  2. รู้สึกว่าที่มันทำออกมามันไม่มีสไตล์ มันดูซ้ำ ๆ กัน มันไม่มี signature ว่ามันเป็นผลงานกู ของกู
  3. ไม่ได้อยากเสียตังจะซื้อเอไอแพง ๆ มาใช้จริง ก็เลยยังให้ตัวฟรีที่ยังไม่ดีพอ ละก็ก่นด่ามันต่อไปว่าทำไมทำอะไรได้แค่นี้วะ

ส่วนตัว เคยเห็นทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และนายอาร์ม ใช้เอไออย่างโชคโชนจนเราก็เห็นประโยชน์ของมันแหละ โดยเฉพาะตอนที่ลองให้มันเขียนหนังสือสอนภาษาไทยให้เราลองชม ในขณะที่เราตอนที่เขียนต้องมานั่งคิดเป็นครึ่งวันว่าจะเขียนยังไงดี แต่เอไอแม่งรวมทุกอย่างมาให้เสร็จสรรพภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที เช่น ถามว่าคำว่า “ก็” สามารถใช้ได้ในบริบทไหนบ้าง มันก็ลิสต์มาครบแบบที่คนใช้เองก็ยังไม่คิดว่ามันจะเขียนมาครบครันขนาดนี้ หรือแม้แต่ตอนเรียนภาษาเอง โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นหรือภาษารัสเซีย ตอนนี้ก็แทบจะให้เอไอในการเรียนประมาณ 80-90% ละ คือนั่งถามมันเลยว่าแต่ละคำในประโยคนี้มีการใช้การกไหนบ้าง มีไวยากรณ์แบบใด ในขณะที่สมัยก่อนตอนที่เรียน ม.ปลาย หรือตอนมหาลัย กว่าจะนั่งทำความเข้าใจในแกรมมาร์ของภาษาญี่ปุ่นแต่ละทีต้องไปนั่งเปิดเว็บหรือ language exchange ถึงจะได้คำตอบ ก็ทำให้ประหยัดเวลาไปได้เยอะมากมายมหาศาลทีเดียว

แต่ก็นั่นแหละ ประเด็นก็คือว่าเรายังไม่เชื่อใจขนาดที่จะให้มันเขียนรายงานให้ หรือแม้แต่ที่เขียนเล่น ๆ ในปกติที่แชร์ลงเฟซบุ๊คก็ตามก็ไม่ได้ใช้เอไอช่วยเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่า ที่เขียนอยู่นี้ คืองานศิลป์ของฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะต้องมานั่งเสียเวลา ปวดนิ้วเขียนทีละอักษรจนแทบจะเหนื่อยจะล้ามากเท่าไหร่ แต่ก็เหมือนกับคนที่ชื่นชมรูปปั้นของ Michelangelo ไม่ได้เพราะรูปปั้นนั้นก็สามารถสลักได้ด้วยเครื่อง CNC เหมือนกัน แต่ก็เพราะรูปปั้นหินอ่อนทั้งรูปนั้นเป็นฝีมือคนแกะที่ปราณีตทีเดียว ซึ่งถึงแม้ว่ารูปปั้นคนแกะ กับรูปปั้นที่ได้จากเครื่อง CNC อาจจะเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่กระบวนการต่างกัน คุณค่าที่เราให้มันก็ต่างกันไปด้วย

แน่นอนเถอะ แต่มันก็เหมือนกับตอนที่เครื่องซักผ้าเพิ่งเริ่มถูก commercialized ในช่วงแรก ๆ แหละ ตอนนั้นจำได้ว่าแม่เล่าให้ฟังว่าที่บ้านยังไม่มีใครกล้าใช้เครื่องซักผ้ากันเพราะกลัวผ้ามันสกปรก ก็ยังติดนิสัยซักผ้าด้วยมือของตัวเองอยู่อย่างนั้น ซึ่งก็แน่นอนว่าตรงข้ามกับสมัยนี้ที่ไม่มีใครเสียเวลามาขยี้ซักผ้าด้วยมือของตัวเองแล้วเพราะเสียเวลา เรื่องของเรื่องคือเราเชื่อใจว่าเครื่องซักผ้าสามารถทำให้ผ้าของเราสะอาดได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องล้างจานถึงดูไม่เป็นที่นิยมของคนแถบเอเชียอย่างเรา เพราะเราไม่เชื่อใจว่ามันจะล้างจานสะอาดได้จริง ก็เลยย้อนกลับมายังเรื่องของเอไอว่า หรือนี่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของความไว้ใจว่า เอไอมันจะสามารถทำงานแทนพวกเราทั้งหมดทั้งมวลได้จริง ๆ เหรอ

โดยส่วนตัวแล้ว ก็ยังเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฝึกได้ และต้องฝึก ทั้งในด้านร่างกายและมันสมอง เพราะฉะนั้นเวลาต้องทำงานอะไรที่มีเรื่องของการตัดสินใจหรือการคิดวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะพยายามไม่ใช้เอไอเลย เพราะรู้สึกว่ามันทำให้เราสมองฝ่อรึเปล่าวะ จนถึงทุกวันนี้เวลาเขียนโค้ดอะไรที่ต้องใช้งานจริง ๆ ก็ยังเขียนเอง ไม่ได้ให้เอไอเข้ามาช่วย หรือก็เอามาจากโค้ดที่คนเขียนจริง ๆ ไม่ใช่โค้ดที่มาจากเอไอ หรือตอนที่ต้องเขียนบทความ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย จนกว่าจะเป็นงานที่ redundant จริง ๆ ถึงจะยอมให้มันมาช่วยได้

เพราะถ้าเอาตามความจริงคือ เป็นคนที่ดูถูกเอไอมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะเอไอไม่เก่ง แต่เรากลัวว่ามันจะทำให้เราเสียความเข้าใจพื้นฐานในศาสตร์บางอย่างจริง ๆ และเอาจริง ๆ ก็จับได้หลายครั้งว่ามันมั่วมาเหมือนกัน (ไม่รู้ว่าเพราะตอนนี้ยังใช้ตัวฟรีอยู่รึเปล่า) ยกตัวอย่างเช่นมีครั้งหนึ่งที่เพื่อนในแลปต้องแก้การแปลงลาปลาสเพื่อที่จะหาว่าทำให้ slew rate ของ input ที่เข้ามาในวงจรถึงมีผลทำให้ peak ของ output ไม่เท่ากัน ซึ่งเอาจริงตอนนั้นที่เพื่อนใส่สมการทุกอย่างเข้าไปในเอไอ มันก็คิดคำนวณถูกหมดทุกอย่าง แต่เพื่อนลืมว่า (1) เนื่องจาก input เป็น ramp function เลยต้องคิดการแปลงลาปลาสของฟังก์ชันนั้นด้วย ไม่ใช่คิดแต่ transfer function ของวงจรอย่างเดียว กับ (2) ต้องคิดแยกช่วงเวลาระหว่างตอนที่ ramp function เริ่มกับตอนที่ถึง steady state แล้ว ซึ่งก็ต้องคิดถึง initial condition ด้วยเช่นกัน ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าเพื่อนเข้าใจทุกอย่างทั้งหมดแล้วป้อนลงเอไอให้มันคิดให้นั้น มันก็คงจะคิดแบบเสร็จสรรพถูกต้องอย่างที่เพื่อนอยากได้ แต่ทุกอย่างมันไม่เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจพื้นฐานของศาสตร์นั้น ๆ มันหายไป ณ ตอนนั้น

ถ้าจะเอาแบบสรุป รวบย่อ น่าจะมีแค่สองเรื่องมั้งคือ

  1. เราเข้ายิมเราก็ไม่ได้ฝากหุ่นยนต์ให้ยกเวทให้ ฉันใด ตอนที่เราอยากทำงานฝึกฝนทักษะจริง ๆ เราก็คงไม่ได้ให้เอไอมาช่วยขนาดนั้น
  2. เราทำให้เอไอเป็นเพื่อนคู่คิดได้แต่ก็เหมือนเพื่อนเราแหละ ที่เราจะฝากงานกับชีวิตไว้ทั้งหมดกับมันก็คงจะไม่ได้

อีกเรื่องที่แอบคิดคือ เนื่องจากการใช้เอไอต้องใช้พลังงานในการคำนวณมากมหาศาล เพราะฉะนั้นบางคนเลยบอกว่ามันเป็นการทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างหนึ่ง เอาเป็นว่าไม่รู้เหมือนกันว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าเบื่อรึเปล่า เพราะก็เป็นเรื่องที่ทุกคนก็พูดไปแล้วเหมือนกันหมด แต่ก็อยากจะเขียนในที่นี้อีกทีเพราะเป็นทัศนะของตัวเองที่อยากจดเก็บไว้ในยุคที่เอไอครองเมืองขนาดนี้

ปล. ข้อความทั้งหมดใช้เวลาเขียนประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่รู้ว่าถ้าฝากเอไอเขียนจะเหลือเวลาเขียนประมาณเท่าไหร่

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages