Table of Content

มหากาพย์เรื่องหูฟังของข้าพเจ้า

Table of Content

...

เอาจริง ๆ ว่าที่มาเขียนวันนี้เพราะอยาเล่าถึงเรื่องความทรมานของการใช้หูฟังไร้สายของตัวเอง ที่เกิดจากความเรื่องมาก และความโง่ของตัวเองหลายครั้ง เอาเป็นว่าที่เขียนในวันนี้จะแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะอ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้ เพราะประเด็นหลักจะอยู่ที่ส่วนที่สอง

(ส่วนแรก)

หูฟังไร้สายที่ตัวเองตัดสินใจซื้อครั้งแรก เกิดขึ้นที่สามย่านมิดทาวน์ ด้วยงบประมาณหนึ่งพันบาทถ้วน ซึ่งก็จำไม่ได้ว่าทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจซื้อ แต่ที่แน่ ๆ คือ เมื่อก่อนเป็นคนที่วิ่งแบบไม่ฟังเพลง คือวิ่งแบบฟังเสียงนก เสียงลม หรือไม่ก็ร้องเพลงในสมองเอง ซึ่งก็ไม่ยักจะมีปัญหาอะไร การซื้อหูฟังไร้สายคู่แรกในชีวิตจึงเป็นการเริ่มวิ่งแบบฟังเพลงเป็นนิสัยครั้งแรกของจริง

จำได้ว่าเป็นหูฟังคู่ที่ไม่ดูเลยว่าสเปกเป็นยังไง รู้แค่ว่าใช้ได้ ก็ซื้อมา ก็ใช้วิ่งไปประมาณครึ่งปี ปรากฏว่าโดนเหงื่อก็พัง เลยเพิ่งทราบว่าหูฟังจีนแดงนั้นไม่ได้กันน้ำ ตอนนั้นก็ไม่ได้ซื้อใหม่เพราะได้หูฟังจีนแดงอีกคู่จากพี่สาวพอดี เลยจบไป เอาไปใช้ต่อที่ไต้หวัน

หูฟังจากพี่สาวก็ใช้ได้ใช้ดี โดนเหงื่อแล้วไม่พัง แต่ใช้ได้ครึ่งปี ซึ่งแม่ง กูอยากจะด่าตัวเองจริง ๆ คือ ตอนกลับมาจากวิ่งแล้วโทรหาที่บ้านเสร็จ กำลังจะเอาหูฟังใส่กลับเข้าเคส ปรากฏว่าหูฟังตกท่อ ใช่ ตกท่อ! ตกท่อไปข้างนึง เลยเป็นเหตุให้เกิดมหากาพย์การซื้อหูฟังใหม่ของข้าพเจ้า ดังนี้ (ตีกลองมโหระทึกเริ่มมหรสพ)

หูฟังคู่แรกสุดที่ซื้อที่ไต้หวัน และซื้อแบบดูสเปกจริง ๆ ขอตั้งชื่อให้น้องว่า “น้องดำ” น้องดำ หรือคุณนายที่หนึ่งแห่งบ้านเจ้าสัวเชง เป็นหญิงสาวผู้งดงามจากเนเธอแลนด์ น้องดำราคาไม่แพงมากประมาณพันกว่าบาท แต่ใช้ได้ใช้ดี เสียงดีที่สุดเท่าที่เคยใช้มาจากยี่ห้อจีนแดงทั้งสองคู่ ใส่วิ่งได้ เสียงดีสมกับที่มาจากบริษัทชื่อดังของเนเธอแลนด์

ข้อเสียอย่างเดียวคือ ไมโครโฟนไม่ดี โทรหาเพื่อนเพื่อนก็บ่นว่าเสียงเบา ใช้คอลไปหาอาจารย์ อาจารย์ก็บ่นว่าเสียงเบา ก็เลยแอบคิดว่าจะซื้อใหม่ จะไปหาคุณนายที่สองดีไหม แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะไม่มีตัง จบ

ใช้มาประมาณครึ่งปี ปรากฏว่าเผลอเอาน้องดำใส่เครื่องซักผ้าตอนไปฝึกงาน (น่าด่าครั้งที่สอง)

น้องดำเหมือนจะตายแต่กลับมาได้ภายในวันที่สอง แต่อีกสัปดาห์น้องดำก็สลบไปอีก ทำให้เจ้าสัวเชงผู้นี้ต้องตัดสินใจดูสเปกหูฟังอย่างละเอียดสำหรับหูฟังคู่ต่อไป คือต้องกันน้ำได้ เสียงต้องดี ไมโครโฟนต้องดี ต้องเริ่ด ตอนแรกก็ตัดสินใจไปดูหูฟังที่ห้างของซินจู๋ (เมืองที่ฝึกงานตอนนั้น) ไปดูยี่ห้อโซนี่ก่อน แต่นี่รู้สึกว่าโซนี่เสียงไม่ดีเท่าไหร่ ละตอนนั้นร้านในซินจู๋ที่ขายหูฟังก็มีไม่เยอะ (หรืออาจจะไม่ทราบแหล่งในตอนนั้น) ก็เลยตัดสินใจซื้อออนไลน์มาเลย

หูฟังคู่ที่สอง อาคุณนายที่สองแห่งบ้านเจ้าสัวเชง เป็นหญิงงามจากประเทศเดนมาร์ค ราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยถอยหูฟังมา คือประมาณ 2700 บาท ขอตั้งชื่อให้ว่า “น้องคราม” น้องครามมีครบทุกอย่าง เสียงดี ไมโครโฟนดี กันน้ำ เอาจริง ๆ คือเสียงดีแบบตะโกน ละเป็นหูฟังที่ซื้อแบบไม่ได้ลองฟังด้วย (ความจริงหูฟังคู่ที่ผ่านมาทั้งหมดก็ซื้อแบบไม่ได้ลองฟัง แต่มันไม่ได้แพงเท่านี้ไง) ก็เลยแอบหวาดเสียวนิดหน่อยตอนที่ซื้อมา

น้องครามเป็นน้องที่ใช้ไปได้หนึ่งเดือน ก็เกิดเหตุโศกนาฏกรรม ตอนนั้นกลับบ้านตากฝนละใส่น้องครามไว้ในถุงผ้าที่มีถุงกับข้าวด้วย ตอนนั้นน้องครามเลอะกับข้าวที่ซื้อกลับมา เลยเอาที่ชาร์จของน้องครามล้างน้ำนิดหน่อย (โง่) ปรากฏว่าที่ชาร์จพัง

ใช่ค่ะ หูฟังน้องครามยังปกติ แต่ที่ชาร์จพัง เดือดร้อนดิชั้นต้องติดต่อร้านที่ชั้นซื้อมา ร้านที่ชั้นซื้อมาก็ดีมาก (ประชด) ส่งที่อยู่อีเมลล์ตัวแทนขายอย่างเป็นทางการของยี่ห้อน้องครามแล้วบอกกับดิชั้นว่าให้เดินเรื่องเอง เออ เริ่ด ก็ติดต่อไปหาตัวแทนยี่ห้อที่ไต้หวัน เป็นการติดต่อวนไปวนมาที่กินเวลาไปทั้งหมดหนึ่งหรือสองสัปดาห์ถ้วน ที่ทำให้ชั้นเจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น

ระหว่างที่รออย่างใจจดใจจ่อนั้น ดิชั้นก็จำเป็นที่จะต้องหาหูฟังคู่ใหม่ แต่แน่นอนว่าด้วยความหวังอันสุดฤทธิ์ว่าน้องครามจะสามารถเคลมได้ (เพราะกูซื้อมาเดือนเดียว) เลยตัดสินใจว่าคู่ใหม่นี้จะเป็นแค่คู่สำรองเท่านั้น เลยตัดสินใจเดินไปที่ร้านหูฟังที่นึงข้างมหาลัย เป็นร้านที่สามารถลองฟัง ลองใช้ ลองทุกอย่างได้เลย แต่งบประมาณของดิชั้นตอนนั้นคือ ต้องพันกว่าบาทเท่านั้นห้ามเกิน ลองฟังจนพอใจ ละลองโทรไปหาเพื่อนด้วยหูฟังคู่นี้ด้วย เพราะไม่อยากโดนอาจารย์บ่นเรื่องเสียงคอลหูฟังไม่ดีอีก เป็นการเลือกที่กินเวลาไปสองสามชั่วโมง (ถ้าจำไม่ผิด) สุดท้ายก็ได้น้องใหม่มา

น้องใหม่คนนี้ขอตั้งชื่อว่า “น้องส้ม” น้องส้มเป็นอาคุณนายที่สาม หญิงสาวจากแดนผู้ดีอังกฤษ เสียงไม่ดีเท่าไหร่ (เมื่อเทียบกับน้องครามที่ราคาแพงกว่าสองเท่า) แต่ก็พอใช้ได้ ตอนที่กลับมาบ้านละลองเสียงน้องส้มเทียบกับน้องครามก็แอบด่าตัวเองว่าไม่น่าทำน้องครามเสียเลย แง มันต่างกันจริง ๆ น้อ แต่ก็รอเคลมน้องครามอย่างใจจดใจจ่อ

สุดท้ายบริษัทตัวแทนน้องครามก็ติดต่อมา บอกว่าให้เอาน้องครามกลับไปให้เขาดูหน่อย โชคดีที่บริษัทอยู่ไทเป ก็เลยไปสะดวก ใกล้มาก พอไปถึงเขาก็ต้อนรับดี เอาน้ำมาให้กินด้วย ให้เรานั่งรอในออฟฟิศตัวแทนขายอ่ะ สุดท้ายก็เอาที่ชาร์จใหม่มาเปลี่ยนให้เราฟรี ๆ ในวันนั้นเลย ก็รวดเร็วดี บริการงามประทับใจ

พอกลับมาบ้าน ทีนี้ด้วยความนึกถึงน้องดำหรือคุณนายที่หนึ่ง ก็เลยลองกลับมาใช้ดู ปรากฏว่า เชี่ย มันกลับมาฟื้นคืนชีพ คราวนี้ก็เลยมีหูฟังที่กลับมาใช้ได้ทั้งหมดสามคู่ ใช้วนไปเรื่อย ๆ ให้ความสำคัญกับคุณนายทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

แต่นั่นแหละค่ะ ด้วยความที่ดิชั้นใช้ของทนเหลือเกิน (ประชด) แต่ละคู่ก็ค่อย ๆ ประสบชะตากรรมที่ต่างออกไป แต่อยู่ ๆ ดี ๆ ก็กลับมาใช้ได้ในบางครั้ง

น้องดำมาตายอีกรอบเมื่อไม่นานมานี้ คือเหมือนว่าเหงื่อตอนที่วิ่งมันขังอยู่ในหูข้างขวา แล้วเข้าไปในหูฟัง ก็เลยจบชีพ

น้องส้มมีชะตากรรมคล้ายกัน ละก็ตายสองรอบ รอบแรกคือตอนวิ่งกลางฝน แล้วน้องส้มข้างขวาหลุดจากหู (ฝนตกจนหูลื่น) หลุดไปตกในน้ำขัง ก็เอากลับมาทำให้แห้งที่บ้าน ครั้งนั้นยังรอดมาได้ ครั้งที่สองตายเหมือนน้องดำ คือเหงื่อตอนที่วิ่งขังในหูข้างขวาละเข้าไปในหูฟัง

น้องครามแย่สุด เผลอเอาไปใส่เครื่องซักผ้า (อีกแล้ว) แต่สุดท้ายก็ฟื้นคืนชีพ แต่ที่ไม่ฟื้นคือที่ชาร์จ คิดว่าที่ชาร์จแบตเสื่อมกะทันหันเพราะคงชาร์จน้องครามตอนที่ยังพังละชาร์จไม่เต็มสักที พอน้องครามกลับมาปกติ แบตข้างในที่ชาร์จก็เสื่อมแล้ว เวลาจะใช้น้องครามตอนนี้เลยต้องชาร์จที่ชาร์จก่อน ให้ voltage มันถึงแล้วค่อยเอาหูฟังออกมา เลยกลายเป็นหูฟังสำรองแทน

เอาจริง ๆ ว่า พอน้องส้มกับน้องดำตายในเวลาใกล้เคียงกัน ก็แอบรอว่ามันจะกลับมาฟื้นคืนชีพเหมือนทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมาไหม แต่ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่มีสัญญาณชีพใด ๆ ทำให้เจ้าสัวเชงต้องตัดสินใจหาคุณนายที่สี่ อีกแล้ว

คุณนายที่สี่เพิ่งเข้าบ้านมาเมื่อวาน เป็นหญิงสาวคนแรกที่มาจากฝั่งเอเชียคือญี่ปุ่น ขอตั้งชื่อว่า “น้องข้าว” เพราะสีเหมือนข้าว ราคาพอ ๆ กับน้องคราม แต่กันน้ำได้ดีกว่าทุกตัวที่ผ่านมา คือคราวนี้ซื้อมาแบบ IP55 เลย ปกติจะซื้อ IP54 หรือไม่ก็ IPX4 เราจะมาดูกันว่าคราวนี้จะไปรอดหรือไม่ (จบส่วนที่หนึ่ง)

(ส่วนที่สอง)

เอาจริง ๆ ว่าก็มาตกผลึกกับตัวเองเรื่องหูฟัง

คือถ้าพูดกันตามตรงเลยก็คือ ที่ไม่กล้าใช้ของแพง เพราะ (1) กลัวทำพัง กับ (2) กลัวว่าถ้าใช้ของแพงแล้วจะกลับมาใช้ของที่ถูกลงไม่ได้

เรื่องอีกเรื่องที่สังเกต คือ รสนิยมของหูสามารถปรับเปลี่ยนได้แบบงง ๆ

เพราะตอนที่ซื้อน้องส้มมาหลังจากที่น้องครามพัง ตอนแรกฟังละเสียงน้องส้มไม่ดีเลย เอาจริง ๆ คือแย่กว่าน้องดำอีก แต่พอใช้ไปเรื่อย ๆ ก็ชินกับเสียงของมัน

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อวานตอนที่ซื้อหูฟังใหม่ เลยซื้อแบบที่ก็รู้สึกว่ามันยังมีประเด็นเรื่องเสียงที่ยังไม่พอใจ เพราะรู้ว่าฟังไปเดียวก็ชิน ก็เลยดูพวกสเปกที่สำคัญมากกว่าอย่างจำนวนไมโครโฟนบนหูฟัง กับเรื่องการกันน้ำ

แต่พอกลับมาบ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะลองน้องข้าวคู่กับน้องคราม ปรากฏว่าเสียงต่างกันจริง คือเพราะเหมือนกัน แต่สไตล์เสียงไม่เหมือนกัน

เอาจริง ๆ ว่าตัวเองก็ไม่ได้อยากที่จะเป็นพวก audiophile ที่จะต้องมานั่งวิเคราะห์คุณภาพเสียง ละก็มานั่งจดจ่อว่าเบสหนักไหม เสียงความถี่ไหนที่ยังไม่พอ แต่ถ้าเอาจริง ๆ คือ มันไม่สามารถย้อนกลับไปตอนแรกที่ตัวเองแยกสัมผัสเสียงไม่ออก คือพอมันฟังออก มันก็ไม่สามารถคลายความหงุดหงิดนี้ไปได้จริง ๆ เมื่อคืนถึงขนาดดาวน์โหลดแอพ equalizer เพื่อที่จะมานั่งปรับเสียงของหูฟังใหม่

ถ้าใครที่มาสายวิศวะ อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า transfer function ความจริงแล้ว equalizer ก็คือ transfer function ดี ๆ นี่เอง ละถ้าใครที่เคยทำสาย high-speed interface มาก่อน ก็จะทราบว่าทุก ๆ สายเคเบิลที่ต่อระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยกตัวอย่างที่เห็นในชีวิตประจำวันเช่น HDMI ก็จะมี equalizer ทั้งฝั่งขาส่งและขารับ เพราะไม่อย่างนั้นสัญญาณดิจิตอลที่ส่งไปจะถูก distort จากสายเคเบิลนั่นแหละ

เพราะฉะนั้นตอนนี้เราเลยกำลังตั้งสมมติฐานว่า หูของคนเราก็มี transfer function ที่ต่างกัน เราจำเป็นต้องมี equalizer ที่จะต้องมาจูนเพื่อทำให้สมองเราแม่งรู้สึกว่า เพลงเพราะจังวะ

แต่ก็ไม่ได้อยากจริงจังกับเรื่องนี้มากเพราะแอบคิดว่าเสียเวลาชีวิต แต่คือ หูของข้าพเจ้ามันสัมผัสได้แล้วอ่ะ มันไม่สามารถกลับไปไร้รสนิยมได้เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเอาจริง ๆ ก็อยากกลับไปฟังเพลงจากหูฟังสายโง่ ๆ ที่แถมมาจากเครื่องบินได้ แต่มันทำไม่ได้แล้ว

มันคงเหมือนคนที่บอกว่าเนื้อวากิวอร่อยที่สุด หรือคนที่บอกว่าต้องไปกินร้านติ่มซำร้านนี้เท่านั้น ละเอาจริง ๆ คือกูเป็นคนลิ้นจระเข้มาก รับรสอะไรต่างกันไม่ค่อยได้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากกินอะไรแพง ๆ เพราะกลัวจะกลับไปกินอะไรถูก ๆ ไม่ได้อีก (รึเปล่าวะ)

หรือตอนที่ป๊าชอบบ่นเรื่องรถ รถคันนี้ขับดี รถคันนี้ขับไม่ด้ รถคันนี้สวย ไม่สวย ทรงไม่สวย ทั้ง ๆ ที่ตอนเราเห็นก็ว่าสวยเหมือนกัน หรือความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของความใช้บ่อยวะ คือไม่ว่าจะเป็นของอะไรก็ตาม ถ้าใช้บ่อย ๆ สุดท้ายก็จะเริ่มมีมาตรฐานที่สูงขึ้นเอง เพราะเราเริ่มสัมผัสความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ไม่ดีออกได้ ละถามว่าจะกลับไป “ไม่สามารถ” สัมผัสความแตกต่างของคุณสมบัติที่ดีหรือไม่ดีได้ไหม ก็คือไม่ได้แล้ว มันสัมผัสได้แล้ว หงุดหงิดแล้ว ไม่สามารถกลับไป “ง่าย ๆ” ได้อีก

ซึ่งจริง ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ชอบปรากฏการณ์อะไรแบบนี้เลย (จบ)

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages