Table of Content

สุดท้ายแล้วทุกภาษาต่างก็มี unwritten rules

Table of Content

...

ถ้าเริ่มเรียนภาษาจนหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเริ่มรู้ว่า สุดท้ายแล้วทุกภาษาต่างก็มี unwritten rules

แม้แต่ภาษาไทยเอง

ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวเรื่องพี่ฮลุน โซโล่ ที่เป็น YouTuber เที่ยวรอบโลกที่เสียชีวิตที่จอร์เจีย นักข่าวทุกช่องต่างก็อ่านชื่อพี่ “ฮลุน” เป็น “หะ - หลุน” แม้แต่ช่องที่ภาษาน่าจะถูกต้องที่สุดอย่าง Thai PBS

ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าตอนที่ชื่อ “ฮลุน” ถูกเรียกจริง ๆ โดยญาติหรือคนรู้จัก ใช้การอ่านตรงตัวแบบ “ฮะ - ลุน” หรือความจริงเขาชื่อ “หะ - หลุน” จริง ๆ

และถ้าจะแก้ปัญหานี้แบบถูกหลักภาษาจริง ๆ จะเปลี่ยนมาเขียนชื่อเป็น “หลุน” เลยก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็น ห นำ (หล-) ความจริงแก้ปัญหาได้ง่ายที่สุดน่าจะแค่เติมสระอะเข้าไปเป็น “หะหลุน”

แต่ก็แอบคิดว่าเขียน “หะหลุน” ออกมา ชื่อดูไม่สวยเอาเสียเลย ชื่อ “ฮลุน” เขียนออกมาดูสวยกว่าเยอะมาก

ถ้าเอาความจริงคือ ภาษาไทยมีคำหลายคำมากที่การอ่าน ไม่ตรงกับที่เขียนออกมาจริง ๆ ถ้าไม่นับพวกคำยืมจากภาษาอังกฤษที่เห็นชัดเจนอยู่แล้ว (เช่น คอมพิวเตอร์ แต่คนไทยชอบอ่านเป็น คอมพิ้วเต้อร์ ฯลฯ) ก็มีกรณีที่เราสังเกตออกมาได้ประมาณหลายเหตุการณ์ เช่น

(1) คำยืมที่มาจากภาษาเขมร เช่น ตำรับ ดำริ ฯลฯ บางคำที่พยัญชนะตามด้วยสระอำ อาจออกเสียงแบบ ห นำ (ตำรับ = ตำ - หรับ, ดำริ = ดำ - หริ) อันนี้มีในแบบเรียน ดูไม่ได้เป็นความลับสักเท่าไหร่

(2) คำว่า “ค่ะ” ความจริงคนไทยชอบออกเสียงเป็นเสียงเอก “ข่ะ” แต่ตามหลักภาษา คำว่า “ค่ะ” เป็นเสียงโท

(3) คำว่า “จ่ะ” “อ่ะ” ไม่มีอยู่จริงในหลักภาษา เพราะเป็นคำตายที่ใช้อักษรกลาง ถ้าเขียนเป็น “จะ” หรือ “อะ” ก็เป็นเสียงเอกอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงถ้าเขียน “จะไปตลาดจ่ะ” กับ “จะไปตลาดจะ” อย่างหลังน่าจะอ่านแล้วงงมากกว่า

(4) ปกติ คำยืมที่มาจากภาษาอังกฤษจะไม่ใช้วรรณยุกต์เลย แต่ สเต๊ก ดันใช้วรรณยุกต์ (อ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)

(5) แซบ กับ แซ่บ อันนี้เด็ดที่สุด เพราะเอาเข้าจริงเป็นความฉิบหายเชิงระบบการเขียนประมาณหนึ่งของภาษาไทย เมื่อก่อนตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ ปี ๒๕๔๒ ให้เขียนว่า “แซบ” แต่เพิ่งมาเปลี่ยนในฉบับ ปี ๒๕๕๔ ให้เปลี่ยนมาเขียนเป็นคำว่า “แซ่บ”

ความจริงแล้ว การผันวรรณยุกต์ของคำตายที่มีอักษรต่ำเดียวเป็นความทรมานในชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะต้องแยกกรณีเสียงยาวกับเสียงสั้น เช่น คำว่า “ค่ะ - คะ - ค๋ะ” เป็นเสียง โท-ตรี-จัตวา แต่ใช้รูปวรรณยุกต์เป็น เอก-สามัญ-จัตวา เพราะเป็นคำตาย อักษรต่ำ เสียงสั้น แต่คำว่า “โนต - โน้ต - โน๋ต” เป็นเสียง โท-ตรี-จัตวา แต่ใช้รูปวรรณยุกต์เป็น สามัญ-โท-จัตวา เพราะเป็นคำตาย อักษรต่ำ เสียงยาว

ทีนี้ทุกคนก็จะเริ่มงงว่า อ้าว พี่ แต่ “แซ่บ” เป็นคำตาย อักษรต่ำ ที่ใช้สระ “แอ” ซึ่งเป็นสระเสียงยาว แล้วจะใช้ไม้เอกเหมือนในกรณีของสระเสียงสั้นได้อย่างไร เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าพูดตามตรง คำว่า “แซ่บ” ทุกคนก็อ่านเป็นคำเสียงสั้นจริง ๆ ไม่มีใครที่อ่านออกมาเป็น “แซบ” ในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าจะสะกดเป็นคำเสียงสั้นจริง ๆ “แซบ” ต้องเปลี่ยนเป็น “แซ็บ” ที่ใช้ไม้ไต่คู้ก่อน คือเปลี่ยนรูปสระ “แอะ” เพราะมีตัวสะกด “บ” แต่คำว่า “แซ็บ” เป็นเสียงตรี ถ้าจะเปลี่ยนเป็นเสียงโทก็ต้องเติมไม้เอก แต่เราเติมไม้เอกพร้อมกับไม้ไต่คู้ในคำว่า “แซ่บ” พร้อมกันไม่ได้ จึงจบลงเป็นการเขียนคำว่า “แซ่บ” เพียงเท่านี้

ใครอยากอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า “แซ่บ” ในนี้อธิบายเพิ่มเติมไว้อย่างละเอียดมาก : คลิ๊กที่นี่

(6) สุดท้ายท้ายสุดที่สืบเนื่องมาจากหัวข้อที่แล้วเลยคือเรื่องของสระเอ

ถ้าใครสังเกตประมาณหนึ่ง คำว่า “เล่ม”, “เข้ม”, “เค้น”, ฯลฯ ในชีวิตประจำวันต่างก็อ่านออกเสียงเป็นเสียงสั้น “เอะ” (ถ้าไม่เชื่อให้ลองอ่านคำพวกนี้เป็นเสียงสระเอยาว ๆ ดู)

แต่เรื่องนี้เป็น unwritten rule ที่เจอจริง ๆ ตอนที่สอนคนไต้หวันในคาบภาษาไทย ละเพิ่งมาสังเกตกับตัวเองทีหลัง

เรื่องนี้มีเขียนไว้แบบ formal จริง ๆ ในหนังสือ “สยามไวยากรณ์” ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ที่บอกว่า ถ้าเป็นสระเอะ แล้วเป็นเสียงสั้นแต่มีตัวสะกดและมีรูปวรรณยุกต์ด้วยก็ให้ซ่อนรูปไม้ไต่คู้ไปเลย แต่คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะได้เขียนในแบบเรียนมาตรฐานในยุคปัจจุบันเพิ่มเติม เพราะตัวเองไม่คุ้นเลยว่าได้เรียนตอนเด็ก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะหลักนี้เป็นหลักภาษาที่เริ่มละเอียดเกิน หรือไม่ได้มีความสำคัญพอที่จะมานั่งเขียนในแบบเรียนแล้ว เพราะ obvious เกินไป มิอาจทราบได้

สรุป นี่คือทั้งหมดของเกร็ดภาษาไทยเรื่องหลักการอ่าน ที่อยากมาเขียนในคืนนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ที่รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ได้ ที่คนมาอ่านอ่านก็น่าจะสนุกดี ฝันดีค่ะ

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages