Table of Content

ว่าด้วยเรื่องของการแต่งกาย

Table of Content

...

(1) ตอนเด็ก ๆ เป็นคนที่เคยสงสัยว่า ทำไมอินเดียถึงยังมีวรรณะ

ละที่สำคัญคือ ดูออกได้ยังไงว่าคนไหนอยู่วรรณะอะไร

เคยนั่งดูสารคดี เขาบอกกันว่า แค่ดูที่การแต่งกายก็ดูออกแล้วว่า เป็นวรรณะไหน

ตอนนั้นก็สงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมคนวรรณะต่ำถึงไม่ลองแต่งตัวให้ดูเหมือนกับคนวรรณะสูง หรือจำเป็นหรอที่คนวรรณะสูงจะแต่งตัวไม่เหมือนกับคนวรรณะต่ำ

(2) ข้ามมาที่อีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้มีข่าวว่าคนไทยที่มาไต้หวันถูกจับเยอะมาก เพราะลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องค้าประเวณี

ถ้าอ่านข่าว ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยไม่ก็คนเวียดนาม สองชาตินี้สลับกันไป

โดยส่วนตัว มีเพื่อนที่รู้จักคนในวงการนี้

และวิธีการที่ง่ายที่สุดที่คนไทยจะสามารถอยู่ไต้หวันได้ยาวแบบถูกกฎหมาย คือการมาเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยในไต้หวัน

เพื่อนที่เคยเรียนภาษาจีนคอร์สระยะยาวที่ไต้หวันบอกว่า คนไทยที่มาเรียนภาษาจีน แต่ไม่ได้มาเรียนเป็นจุดประสงค์หลัก คือต้องการลักลอบมาทำงาน การแต่งตัวของพวกเขาจะทำให้รู้เลยว่าคนพวกนี้มาเพราะอะไร

หรือถ้ายังดูไม่ออก รอตอนผลคะแนนสอบออก คะแนนสอบภาษาจีนที่ได้มาก็มักจะต่ำกว่าคนอื่น

เรื่องตลกก็คือ เคยได้ยินว่ามีคนหนึ่งที่มาเรียนภาษาจีนแล้วโดดเรียนหลายครั้ง จนมหาวิทยาลัยถอนชื่อจากระบบ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเป็นอะไร แต่การที่มหาวิทยาลัยถอนชื่อออกจะทำให้สถานะการอยู่ไต้หวันอย่างถูกกฎหมายจบลงไปด้วย จนตำรวจตามไปจับถึงที่ทำงาน

(3) กลับมาที่เรื่องของการแต่งกาย ทำไมกันนะ ทำไมคนที่มาจากพื้นเพสังคมที่ต่างกัน จึงมีการแต่งกายที่ต่างกัน

แม้ว่าทุกคนจะใส่เสื้อยืด กางเกง กระโปรง รองเท้า เหมือนกัน แต่ทำไมเราจึงดูออกว่าเสื้อแบบนี้ กางเกงแบบนี้ คนแบบนี้มีพื้นเพมาจากไหน หรือเสื้อผ้าแต่ละตัว ราคาไม่เท่ากันจริง ๆ

หรือเป็นเรื่องของสไตล์ของแต่ละบุคคล ว่าพื้นเพสังคมที่ต่างกัน ทำให้เลือกซื้อเลือกใส่เสื้อผ้าต่างกัน

(4) พูดถึงจุดนี้ ก็นึกถึงตัวเองตอนที่เรียนที่ประเทศไทย ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง

แต่ตอนที่เรียนอยู่ในโรงเรียน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าแต่ละคนมีพื้นเพแบบใด อาจจะเป็นเพราะว่าชุดนักเรียนที่ทุกคนใส่เหมือนกันหมด เข้าเรียนเวลาเหมือนกัน กินข้าวก็กินที่โรงอาหารเหมือนกัน เลิกเรียนเวลาเดียวกัน

ของที่เอามาที่โรงเรียน คงจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าคนนั้นมีฐานะอย่างไร

บางทีการมีเครื่องแบบนี่แหละ น่าจะเป็นแนวคิดที่สังคมนิยมที่สุดที่ยังสามารถอยู่ร่วมกับระบบทุนนิยมได้

ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยเรื่องการเคร่งระเบียบการแต่งกายมากเกินไปในสังคมไทย แต่เมื่อโตมา เครื่องแบบกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสังคมที่ดูจะโหดร้ายนี้

(5) เรื่องนี้เป็นเรื่องตอนที่ตัวเองมาอยู่ไต้หวัน

คนไต้หวัน หรืออาจจะโดยเฉพาะคนไทเป ดูเหมือนจะไม่ชอบใส่รองเท้าแตะออกไปข้างนอก

ซึ่งขัดใจเรามาก เพราะเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าแตะ (ถ้าไม่ได้เข้าไปแลปหรือไปทำงาน)

ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบ ก็ต้องใส่ถุงเท้า ก็คือต้องเพิ่มขั้นตอนขึ้นอีกหนึ่งขั้นตอนก่อนที่จะออกจากบ้าน แถมยังต้องซักถุงเท้าอีก แต่ถ้าใส่รองเท้าแตะ ก็ออกจากบ้านได้เลย แถมยังโปร่งโล่งสบาย

เอาจริง ๆ ว่า ถ้าไม่แคร์สังคมมาก ก็คงจะใส่รองเท้าแตะแบบหนีบละออกจากบ้านไปเลย ก็จะยิ่งสบายเข้าไปใหญ่

(6) เรื่องแบบนี้ เคยทำมาแล้วตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ละความจริงก็เคยโดนเพื่อนทักว่าทำไมแต่งตัวโทรมจัง

ถ้าพูดแบบตรง ๆ แบบขวานผ่าซาก คือรู้สึกว่าการที่ต้องคิดว่าตัวเองต้องแต่งตัวยังไงก่อนออกจากบ้าน เป็นความเสียเวลาและพลังงานชีวิตอย่างหนึ่ง กึ่ง ๆ ว่าฉันไม่ได้แคร์ว่าคนอื่นจะมองยังไง ฉันแค่อยากออกจากบ้าน มาเจอเพื่อน

หรือความจริงแล้ว การแต่งกายคือการบอกนิสัยของตัวเองอย่างหนึ่ง (ว่าฉันไม่ได้เป็นคนแคร์เหี้ยอะไร)

(7) แต่ความย้อนแย้งตอนที่มาไต้หวันช่วงแรก ๆ คือ ทำไมถึงสามารถมามหาวิทยาลัยแบบใส่กางเกงขาสั้นได้ อันนี้เป็น culture shock อย่างหนึ่ง เพราะถ้าเป็นที่ไทยคงโดนอาจารย์ด่า

(8) ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้อยากจะสื่ออะไรเป็นพิเศษ แค่เป็นเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับการแต่งกาย

มันคงจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถบอกได้ถึงนิสัยและเบื้องหลังของคน ๆ นั้นอย่างดี

แต่ถ้าพรุ่งนี้มีคนถามว่า ทำให้ถึงออกจากบ้านละแต่งตัวมาแบบนี้

ก็คงจะบอกว่า เพราะเป็นเสื้อตัวบนที่สุดในกอง กางเกงที่หยิบง่ายที่สุด รองเท้าที่ไม่ได้เปียกฝนเมื่อวาน และคิดว่าแต่งแบบนี้ก็คงไม่ได้น่าเกลียดมากจนเกินไป (จบ)

Nutchanon J's Stories

รวมบทความของนิสิตคณะวิศวะฯ คนหนึ่งในจุฬา ที่เรียนภาคไฟฟ้า

Powered by Bootstrap 4 Github Pages